ในฤดูกาลผลิตอ้อยในปี 68/69 สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กระทรวงอุตสาหกรรม ขับเคลื่อนมาตรการเพิ่มอ้อยสด ลดการเผา ช่วยแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างเข้มข้นเป็นระบบ กำหนดให้โรงงานน้ำตาลรับอ้อยเผาได้ไม่เกิน 20% ต่อวัน และทั้งฤดูการผลิตต้องไม่เกิน 10%

นายชลัช  ชินธรรมมิตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) หรือ KSL Group กล่าวว่า ฤดูกาลหีบ 68/69 ประเทศไทยจะมีผลผลิตอ้อยประมาณ 100 ล้านตัน แต่ยังต้องพิจารณาปัจจัยในเรื่องของแรงงานที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิต เนื่องจากเรามีปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย – กัมพูชา ทำให้แรงงานส่วนหนึ่งไม่สามารถเข้ามาได้ ภาคอุตสาหกรรมก็ต้องใช้แนวทางการนำแรงงานจากชาติอื่นเข้ามาช่วยเสริม แต่ก็ยังติดปัญหาความชำนาญของแรงงานใหม่ที่ต้องใช้เวลาในการเก็บเกี่ยวเพิ่มขึ้น ทำให้คาดการณ์ว่าฤดูหีบของปีนี้จะยืดออกไปถึงเมษายน จากเดิมที่จะทยอยปิดหีบกันในช่วงมีนาคม

**เสนอโรงงานซื้อเครื่องจักรแลกกับมาตรการภาษี

นายชลัช กล่าวว่า อุปสรรคสำคัญที่ทำให้เกษตรกรยังต้องใช้วิธีการเผาคือราคาเครื่องจักรที่สูงมาก โดยรถตัดอ้อยคันเล็กมีราคาสูงถึง 6-7 ล้านบาท ซึ่งเกษตรกรรายย่อยไม่สามารถแบกรับภาระนี้ได้ นอกจากเรื่องราคาแล้วยังมีปัญหาเรื่องการบำรุงรักษา เนื่องจากเกษตรกรทั่วไปไม่มีความรู้หรือทักษะในการซ่อมแซมเครื่องจักรขนาดใหญ่ การใช้งานรถตัดอ้อยต้องมีทีมช่าง เช่น ช่างเป่าล้างเครื่องและทีมเติมน้ำมัน ซึ่งเกษตรกรรายย่อยไม่มีความพร้อมในด้านบุคลากร แม้จะใช้ระบบซื้อโดยสหกรณ์ก็ตาม ยังติดปัญหาไม่มีความเชี่ยวชาญในการบำรุงรักษาเท่ากับโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งมีความพร้อมด้านวิศวกรและระบบการจัดการมากกว่า

ดังนั้น ปัญหานี้มีข้อเสนอที่เป็นทางออกคือให้ใช้ มาตรการทางภาษี เพื่อจูงใจภาคเอกชนอย่างโรงงานน้ำตาลแทน กรณีที่เอกชนซื้อเครื่องจักรแล้วให้เกษตรกรรายย่อยเช่าหรือยืมไปใช้ตัดอ้อย จะได้สิทธิลดหย่อนทางภาษีในจำนวน 2 เท่า ทั้งนี้หากเครื่องจักรได้รับการสนับสนุนผ่านระบบภาษีจน “ไม่มีค่าเสื่อม” จะช่วยลดต้นทุนค่าตัดอ้อยจากเดิมประมาณ 170 บาทต่อตัน ลงมาเหลือเพียง 100 บาทต่อตัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

**เกษตรกรปลูกอ้อยเป็นจำเลย

ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา นโยบายอ้อยไฟไหม้แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ส่งผลถึงเกษตรกรโดยตรง การเก็บเกี่ยวต้องใช้เวลาและแรงงานมากขึ้น ส่งผลถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ราคาอ้อยขั้นต้นปีนี้ปรับลดลงมาที่ 890 บาท/ตัน เงินช่วยเหลืออ้อยสดของรัฐไม่เพียงพอ ปีนี้รัฐขอความร่วมมืออ้อยเผาไม่เกิน 10% ลดลงจาก 2 – 3 ปีก่อนที่มีปริมาณอ้อยเผาถึง 30 – 40% แต่ปัจจุบันฝุ่น PM 2.5 ยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ชี้ชัดว่าเราตกเป็นจำเลย อยากให้พิจารณาปรับปรุงนโยบาย หรือให้การอนุโลมในบางพื้นที่ เช่น พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบ อ้อยถูกไฟไหม้ หากไม่ให้เก็บเกี่ยว ก็ขอให้พิจารณาเงินชดเชยที่เหมาะสมให้กับชาวไร่” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) กล่าว

**เสนอกำหนดโซนนิ่งเผาเก็บเกี่ยวอ้อย

นายชลัช กล่าวต่อว่า มีแนวทางที่เป็นไปได้หรือไม่ที่จะกำหนดการใช้ไฟในการเก็บเกี่ยวอ้อย โดยกำหนดโซนนิ่งในการเผาเพื่ออนุญาตให้เผาได้ในบางพื้นที่ตามความจำเป็น เกษตรกรควรแจ้งความประสงค์ก่อนเริ่มฤดูกาลหีบอ้อย โดยต้องส่งรูปถ่ายและพิกัด GPS ของพื้นที่เข้ามา เพื่อให้ภาครัฐพิจารณาเป็นกรณีไป เช่น ในพื้นที่ชายแดนขณะนี้ที่มีปัญหาเรื่องความไม่สงบในพื้นที่ ควรอนุญาตให้มีการเผาได้หรือไม่ เพราะหากรอเวลาให้พื้นที่สงบ อ้อยที่ได้มาคุณภาพอาจไม่ได้ราคา เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนเช่นกัน

**ฝนดีพื้นที่ปลูกอ้อยทั้งโลกเพิ่ม

“ในส่วนของกลุ่ม KSL คาดการณ์จะมีมาร์เก็ตแชร์ที่เพิ่มขึ้นไปใกล้ๆ 8% ซึ่งจะมีปริมาณอ้อยในฤดูกาล 68/69 ราว 7.9 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 18.6% เมื่อเทียบกับฤดูกาลผลิต 67/68 จากสภาพอากาศที่เอื้อต่อการเพาะปลูก และกำลังการผลิตที่เพิ่มมาจากโรงงานใหม่ใน จ.สระแก้ว ถึงแม้จะเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานในพื้นที่สระแก้วและอีสานตอนล่างที่ทำให้ปริมาณการหีบลดลง แต่ก็จะถูกชดเชยด้วยระยะเวลาหีบที่ยืดออกไป”

อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 ปริมาณผลผลิตอ้อยเติบโตเพิ่มขึ้นในทุกพื้นที่เพาะปลูกทั้ง อินเดีย บราซิล ไทย จีน ฯลฯ จากปริมาณฝนในโซนเอเชียที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาน้ำตาลที่อยู่ในเกณฑ์ดีช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา จูงใจให้ผู้ผลิตผลิตน้ำตาลเพิ่มขึ้น แต่เมื่อราคาน้ำตาลตกลงมาในระดับ 14 เซนต์ ก็ทำให้ผู้ผลิตหันไปปลูกพืชอย่างอื่นทดแทนเป็นวงจรของภาคการเกษตร

**ปริมาณการบริโภคน้ำตาลทั้งโลกทรงตัว

“คาดการณ์ปริมาณการบริโภคน้ำตาลของโลกจะอยู่ในระดับทรงตัว อาจจะมีบางภูมิภาคที่มีปริมาณการบริโภคที่ลดลง อย่างอเมริกาที่มีการนำคอร์นไซรัปมาเสริม แต่ก็ยังมีความต้องการอย่างต่อเนื่องจากประเทศในโซนยุโรปที่ไม่นิยมการบริโภคน้ำตาลเทียม ยังมีการใช้น้ำตาลจากธรรมชาติในระดับสูง หรือความต้องการจากประเทศใหม่ๆ ทางแอฟริกาที่เมืองกำลังเติบโตจากการลงทุน ก็จะเกิดร้านอาหาร ร้านกาแฟ เบเกอรี่ ซึ่งคาดว่าจะว่าเป็นพื้นที่ที่บริโภคน้ำตาลเพิ่มขึ้น โดยในอดีตเรามักใช้การบริโภคน้ำตาลเป็นดัชนีชี้วัดการเติบโตของประเทศนั้นๆ”

“ท้ายที่สุดราคาน้ำตาลของประเทศไทยจะต้องมีการปรับตัวขึ้น ส่วนจะปรับเมื่อไหร่ และราคาใด ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของภาครัฐ เพราะเมื่อพิจารณาจากราคาน้ำตาลในประเทศของไทย จะพบว่าอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ เวียดนาม พม่า สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ซึ่งส่งผลต่อรายได้ของเกษตรกรโดยตรง เนื่องจากน้ำตาลเป็นระบบแบ่งปันผลประโยชน์ที่เมื่อราคาน้ำตาลมีการปรับตัวขึ้น จะถูกส่งไปถึงเกษตรกร 70%” นายชลัช กล่าวทิ้งท้าย