กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศแล้วว่าสิ้นสุดฤดูหนาว ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อนเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 คาดว่าฤดูร้อนจะสิ้นสุดประมาณกลางเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 ในปีคาดว่าอุณหภูมิสูงสุดของประเทศไทยจะไต่ขึ้นระดับ42-43 องศาเซลเซียลในช่วงปลายเดือนมี.ค.-เม.ย.ในพื้นที่ภาคเหนือ

ที่ผ่านมาเมื่อเข้าสู่ฤดูร้อน หน่วยงานภาครัฐ เตรียมการรับมือภัยแล้ง ตลอดจนพายุฤดูร้อน ซึ่งทำให้บ้านเรือนเสียหายได้ แต่ฤดูร้อนหลังจากนี้ไปในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทยอาจต้องรับมือจากภัยของอากาศร้อนจัด จนทำให้เกิด โรคจากความร้อน หรือ Heat Stroke มีอาการหน้ามืด ใจสั่น จนถึงขั้นหมดสติได้

**ห้องหลบร้อนต้อนรับคนทำงานกลางแจ้ง

กลุ่มอาชีพที่ทำงานกลางแจ้ง ไม่ว่า วินมอเตอร์ไซด์ แม่ค้า คนงานก่อสร้าง ,ไรเดอร์ ,รปภ.,พนักงานทำความสะอาด

เกษตกรกร ,จึงต้องเฝ้าระวัง และเมืองต้องเตรียมรับมือ

ฤดูร้อนปีกรุงเทพมหานครได้จัดทำ “ห้องหลบร้อน”ครอบคลุม 50 เขต กระจายกระจายจุดหลบร้อนไว้ตามสถานที่สาธารณะมากกว่า 100 จุดครอบคลุมตั้งแต่โรงเรียน, สำนักงานเขต, ศูนย์บริการสาธารณสุขจำนวน69 แห่ง และ ศูนย์กีฬา และโรงเรียนนำร่อง 141 แห่ง ภายในบริการเครื่องปรับอากาศ น้ำดื่มบริการ ที่พักเหนื่อยจากการเดินทาง หรือทำงานกลางแจ้ง (เช็คพิกัดได้ที่ https://greener.bangkok.go.th/heat-escape-room/ )

พญเลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวในเวทีสวนาถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อกรุงเทพมหานครและคนกรุงเทพเป็นอย่างไร ในงาน UNDP AT BANGKOK CLIMATE ACTION WEEK ล้อมวงคุยพัก(ความ)ร้อน เมื่อเดือนต.ค 68 ว่า ในฐานะที่เป็นหมอ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของคนไข้ที่มารักษาที่โรงพยาบาลด้วยโรคฮีทสโตรกมากยิ่งขึ้น คลื่นความร้อนที่เพิ่มสูงขึ้นยิ่งเพิ่มจำนวนผู้ป่วยโรคนี้มากตามไปด้วย นี่คือความเปลี่ยนแปลงหนึ่งของสภาพภูมิอากาศที่เห็นได้ชัด

**เขตตึกสูงอุณหภูมิพุ่งกว่า 2องศา

ข้อมูลจาก Share more The World Bank ระบุว่า ปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง (Urban Heat Island – UHI) ทำให้สถานการณ์รุนแรงยิ่งขึ้น โดยพื้นที่ที่มีการก่อสร้างหนาแน่นได้กลายเป็นแหล่งกักเก็บความร้อน อันก่อให้เกิดอัตราการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับความร้อนที่เพิ่มขึ้น การสูญเสียผลิตภาพแรงงาน ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และผลกระทบด้านลบอื่น ๆ

โดยพบความท้าทายหลายข้อ เช่นวันที่มีอากาศร้อนจัดเพิ่มมากขึ้น ระหว่างปี 2503 – 2543 กรุงเทพฯ มีวันที่อุณหภูมิสูงกว่า 35 องศาเซลเซียสประมาณ 60 – 100 วันต่อปี การคาดการณ์ด้วยแบบจำลองภูมิอากาศในรายงานชี้ว่า ภายในปี 2643 กรุงเทพฯ อาจเผชิญกับวันที่อุณหภูมิสูงเกิน 35 องศาเซลเซียสเพิ่มขึ้นอีก 153 วันต่อปีในกรณีที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณปานกลาง

ความรุนแรงของเกาะความร้อนแตกต่างกันตามพื้นที่ บางเขต เช่น เขตปทุมวัน บางรัก ราชเทวี และพญาไท เป็นพื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูงกว่าพื้นที่โดยรอบเฉลี่ยถึง 2.8 องศาเซลเซียสเนื่องจากมีอาคารสูงและพื้นผิวคอนกรีตหนาแน่นที่สะสมความร้อนและระบายออกช้า

**อุณหภูมิเพิ่ม 1 องศากลุ่มเปราะบางน่าห่วง

เกิดผลกระทบต่อสุขภาพและการเสียชีวิตที่เกี่ยวกับความร้อนมากขึ้น หากอุณหภูมิในเมืองเพิ่มขึ้นเพียง 1 องศาเซลเซียส กรุงเทพฯ อาจเผชิญกับการเสียชีวิตจากความร้อนกว่า 2,300 ราย โดยมีประชากรกลุ่มเปราะบางที่เผชิญความเสี่ยงสูง เช่น เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ราว 880,000 คน และผู้สูงอายุเกิน 65 ปี ประมาณ ล้านคน ซึ่งกลุ่มเหล่านี้มักอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความร้อนสูงที่สุด

**ผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและผลิตภาพแรงงาน

ในปี 2562 มีคนทำงานประมาณ 1.3 ล้านคนในกรุงเทพฯ ที่ทำงานกลางแจ้งอย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์ หากอุณหภูมิในเมืองเพิ่มขึ้นเพียง 1 องศาเซลเซียสอาจทำให้ผลิตภาพแรงงานลดลงประมาณ 3.4% นำไปสู่การสูญเสียค่าจ้างแรงงานมากกว่า 44,000 ล้านบาทต่อปี

ผลกระทบต่อระบบโครงสร้างพื้นฐาน หากอุณหภูมิในเมืองเพิ่มขึ้นเพียง 1 องศาเซลเซียส อาจทำให้ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นราว 17,000 ล้านบาทต่อปี ความร้อนที่รุนแรงยังส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ เช่น ถนน ซึ่งต้องได้รับการซ่อมแซมบ่อยขึ้น ส่งผลให้เกิดภาระทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม

**การปฏิรูปเชิงยุทธศาสตร์

แม้ว่ากรุงเทพมหานครจะเริ่มดำเนินมาตรการหลายด้าน เช่น แผนปฏิบัติการรับมือคลื่นความร้อน ระบบแจ้งเตือนระดับความร้อน และโครงการพื้นที่สีเขียว แต่ก็ยังมีโอกาสในการพัฒนาเพิ่มเติม ทั้งด้านการขยายขอบเขตมาตรการ การจัดสรรทรัพยากรเพื่อลดความร้อน และนโยบายระยะยาว โดยรายงานเสนอแนวทางภายใต้กรอบ “ประชาชน (กลุ่มเปราะบาง) พื้นที่ (จุดเสี่ยงสูง) และสถาบัน (หน่วยงานที่รับผิดชอบ)” ได้แก่มาตรการระยะสั้น เช่น ระบบแจ้งเตือนความร้อนที่ครอบคลุมมากขึ้น หรือการจัดตั้ง cooling center และจุดบริการน้ำดื่มในพื้นที่สาธารณะมากขึ้น อาจช่วยลดผลกระทบได้ทันที

นโยบายระยะยาว มีความสำคัญต่อการเพิ่มความพร้อมกรุงเทพฯ ในการรับมือกับความร้อนในเมือง ตัวอย่างเช่น การขยายโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวและสีน้ำเงิน (Green and Blue Infrastructure) ตลอดจนการบูรณาการประเด็นเกี่ยวกับสภาพอากาศเข้าสู่การวางแผนเมือง การแบ่งโซนที่ดิน การขนส่ง กฎหมาย ข้อบังคับอาคาร และระบบสาธารณสุข

การรับมือกับความร้อนในเมืองจำเป็นต้องมีความต่อเนื่องในการบริหารจัดการ การจัดสรรงบประมาณ ผู้มีอำนาจตัดสินใจอาจพิจารณาจัดตั้ง “คณะทำงานพิเศษด้านความร้อนในเมือง” เพื่อบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงาน ลดความซ้ำซ้อนภารกิจ และพัฒนาแหล่งเงินทุนที่ยั่งยืน เช่น กองทุนพัฒนาความสามารถในการรับมือความร้อน เพื่อให้โครงการลดความร้อนในเมืองสามารถดำเนินต่อได้แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงฝ่ายบริหาร

**กรุงเทพฯเผชิญความท้าทาย “ปัญหาความร้อน”

ประชากรในเขตมหานครมากกว่า 10 ล้านคน5 ทำให้เมืองนี้มีขนาดใหญ่และความหนาแน่นมากกว่าศูนย์กลางเมืองอื่นๆ
ในฐานะศูนย์กลางประชากรที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย กรุงเทพฯ ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ สร้างผลผลิตของประเทศมากกว่าหนึ่งในสาม และมีส่วนสนับสนุน GDP มากกว่าครึ่งหนึ่งจากภาคค้าปลีก และ 63% จากการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ความสำคัญของการรักษาความยืดหยุ่นของเมืองได้รับการเน้นย้ำ

จากเหตุการณ์น้ำท่วมประเทศไทยในปี 2554 ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายและสูญเสียรวม 1.43 ล้านล้านบาท (46.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ภาคการผลิตในและรอบกรุงเทพฯ ซึ่งมีความสำคัญต่อการส่งออก คิดเป็น 70 เปอร์เซ็นต์ของความเสียหายและการสูญเสียทั้งหมด8 เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจที่ชัดเจนว่าเหตุการณ์สภาพอากาศในเมืองหลวงสามารถส่งผลกระทบไปทั่วเศรษฐกิจของประเทศไทยได้

มากกว่าแค่ศูนย์กลางเมือง กรุงเทพฯ เป็นแรงผลักดันเชิงกลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนความเจริญรุ่งเรืองของประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นและปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมืองทวีความรุนแรงขึ้น เมืองนี้กำลังเผชิญกับภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นต่อสุขภาพของประชาชน ความน่าเชื่อถือของโครงสร้างพื้นฐาน และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การสร้างความสามารถในการรับมือกับความร้อนในเมืองหลวงของกรุงเทพฯ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความเจริญรุ่งเรืองในระยะยาวของประเทศไทย และการรักษาสถานะของกรุงเทพฯ ในฐานะศูนย์กลางการพัฒนาของประเทศ