เมื่อวันที่ 26 ก.พ. เพจ Tensia ซึ่งเป็นเพจของแพทย์ที่ให้ความรู้ด้านสุขภาพ โพสต์ข้อความเล่าเคสผู้ป่วยชายอายุ 55 ปี ที่มีอาการเสียงแหบนาน 3 เดือน ก่อนจะพบสาเหตุที่คาดไม่ถึงว่าเกิดจาก “เส้นเลือดแดงใหญ่โป่งพอง” ไปกดทับเส้นประสาทกล่องเสียง และต้นเหตุสำคัญคือโรคซิฟิลิส

โพสต์ระบุว่า หลายคนอาจเข้าใจว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD) มักจบลงเพียงบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ แต่ในความเป็นจริง โรคสามารถลุกลามไปยังอวัยวะอื่น และบางครั้งไปได้ไกลกว่าที่คิด

สำหรับผู้ป่วยรายนี้ มีเพียงอาการเสียงแหบที่ค่อยๆ รุนแรงขึ้นตลอดระยะเวลา 3 เดือน โดยไม่มีอาการอื่นร่วมด้วย เมื่อแพทย์ตรวจร่างกายและฟังเสียงหัวใจ พบเสียงฟู่ (Systolic murmur) คล้ายมีภาวะตีบบริเวณลิ้นเอออร์ตา จึงส่งตรวจอัลตราซาวด์ และทำ CT scan เพิ่มเติม ผลปรากฏว่าพบเส้นเลือดแดงใหญ่ (Aorta) โป่งพองบริเวณช่วงโค้ง หรือ Ascending aortic aneurysm

จุดที่โป่งพองดังกล่าวย้อยลงไปกดทับเส้นประสาทสำคัญ คือ Recurrent laryngeal nerve ด้านซ้าย ซึ่งทำหน้าที่เลี้ยงกล้ามเนื้อกล่องเสียง เมื่อเส้นประสาทถูกกดทับ กล้ามเนื้อจึงเกิดอัมพาต ส่งผลให้อาการเสียงแหบเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม จุดที่น่าสังเกตคือ ภาวะ Aortic aneurysm มักพบในผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป และส่วนใหญ่มักเกิดที่หลอดเลือดในช่องท้อง แต่กรณีนี้เกิดในผู้ป่วยอายุเพียง 55 ปี และเกิดบริเวณทรวงอก แพทย์จึงสงสัยสาเหตุอื่นเพิ่มเติม และส่งตรวจเลือดหาเชื้อซิฟิลิส ผลตรวจ TPHA และ FTA-Abs ให้ผลบวก

สรุปได้ว่า ผู้ป่วยอยู่ในภาวะ “ซิฟิลิสระยะที่ 3” (Tertiary syphilis) ซึ่งเชื้อได้ลุกลามเข้าสู่ร่างกาย ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภายนอกอีกต่อไป

กลไกสำคัญของภาวะนี้อยู่ที่หลอดเลือดขนาดเล็กที่ทำหน้าที่เลี้ยงผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ เรียกว่า Vasa vasorum เมื่อเชื้อซิฟิลิสเข้าไปติดเชื้อบริเวณดังกล่าว จะกระตุ้นการอักเสบจาก macrophage และ Th1 ทำให้หลอดเลือดขนาดเล็กตีบแคบ ส่งผลให้ผนัง aorta ขาดเลือด

เมื่อผนังหลอดเลือดขาดเลือด เซลล์กล้ามเนื้อเรียบจะค่อยๆ เสื่อมสภาพ โครงสร้างผนังอ่อนแอลง ขณะที่แรงดันเลือดจากหัวใจยังคงกระแทกอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดผนังจึงโป่งพองออกมา และไปกดทับเส้นประสาทดังกล่าว

แนวทางการรักษา ผู้ป่วยได้รับยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาซิฟิลิส พร้อมทั้งใส่ขดลวด (Stent) เพื่อแก้ไขภาวะหลอดเลือดโป่งพอง

อย่างไรก็ตาม การตรวจ CT ยังพบก้อนที่ปอดซ้าย ในเบื้องต้นคาดว่าอาจเกี่ยวข้องกับซิฟิลิส แต่เมื่อรักษาแล้วอาการไม่ดีขึ้น จึงผ่าตัดแบบ VATS เพื่อนำชิ้นเนื้อไปตรวจ ผลปรากฏว่าเป็นมะเร็งปอดระยะเริ่มต้น ซึ่งอาจเป็นเพียงการตรวจพบร่วมกัน โดยยังไม่มีข้อยืนยันว่าเกี่ยวข้องกับซิฟิลิสโดยตรง

กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า โรคที่ดูเหมือนไกลตัว อาจซ่อนอยู่ภายใต้อาการเล็กน้อยอย่าง “เสียงแหบ” และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ก็ไม่ได้สิ้นสุดเพียงจุดเริ่มต้นเสมอไป

ดังนั้น การดูแลสุขภาพ ป้องกันการติดเชื้อ ตรวจเมื่อมีความเสี่ยง และเข้ารับการรักษาให้ครบทั้งตนเองและคู่นอน จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อไม่ให้เรื่องเล็กในวันนี้ กลายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต

ขอบคุณเพจ Tensia