เมื่อวันที่ 27 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์คราบน้ำมันจากเหตุเรือขนส่งสินค้า SEALLOYD ARC สัญชาติปานามาอับปางบริเวณเกาะแก้วน้อย จังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เริ่มทวีความรุนแรง หลังพบคราบน้ำมันสีดำจำนวนมากลอยเกยขึ้นชายฝั่งบริเวณเกาะแก้วพิสดาร เกาะเฮ และพื้นที่ใกล้เคียง

‘สุชาติ’ สั่งกรมควบคุมมลพิษ สนับสนุนงานกู้เรืออับปาง ภูเก็ต 

เรือลำดังกล่าวบรรทุกตู้คอนเทเนอร์จำนวน 297 ตู้ และมีน้ำมันเตาภายในเรือกว่า 90 ตัน ต่อมาเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ มีรายงานพบก้อนน้ำมันเตาถูกคลื่นซัดเข้าบริเวณชายหาดเกาะเฮ จ.ภูเก็ต สร้างความกังวลต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและภาคการท่องเที่ยว

กระทั่งล่าสุด พบสัตว์ทะเลได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน โดยเฉพาะปูตามแนวชายฝั่งที่มีคราบน้ำมันเกาะติดทั่วลำตัว บางส่วนอ่อนแรงและพยายามไต่หนีขึ้นพื้นที่แห้ง สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลที่เริ่มขยายวงกว้าง

ซึ่งเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พล.ร.ท.วีรุดม ม่วงจีน ผู้อำนวยการ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ภาค 3 (ผอ.ศรชล.ภาค 3) ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ ได้สั่งการให้จัดส่งทีม Shoreline Cleanup ซึ่งเป็นชุดปฏิบัติการบูรณาการจากหลายหน่วยงาน ลงพื้นที่ตรวจสอบและเร่งดำเนินการจัดเก็บคราบน้ำมันบริเวณชายหาดเกาะเฮ เพื่อป้องกันและลดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลและชายฝั่ง รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว

เจ้าหน้าที่ยังคงเฝ้าระวังการเคลื่อนตัวของคราบน้ำมันอย่างใกล้ชิด พร้อมประเมินความเสียหายต่อทรัพยากรทางทะเลในระยะยาว ขณะที่ประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ต่างจับตาสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง หวั่นกระทบภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของภูเก็ต

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยืนยันจะเร่งควบคุมสถานการณ์และฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับคืนสู่สภาพปกติโดยเร็วที่สุด พร้อมขอความร่วมมือประชาชน หากพบคราบน้ำมันหรือสัตว์ทะเลได้รับผลกระทบ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีเพื่อเข้าดำเนินการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน.