ในภาพรวมพีดีพี (PDP) เป็นแผนแม่บทที่กำหนดทิศทางระบบไฟฟ้าไทย เช่น จะผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานใด ปริมาณเท่าไหร่ ควรลงทุนในช่วงเวลาไหน ครอบคลุมตั้งแต่การผลิต ระบบสายส่ง ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ โดยมีโจทย์หลักคือประเทศต้องมีไฟฟ้าที่เพียงพอ รองรับการเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ และมีต้นทุนราคาที่เหมาะสม ทั้งต่อภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และประชาชน ซึ่งเมื่อบริบทเศรษฐกิจเปลี่ยนจากการแข่งกันที่ต้นทุนแรงงาน ไปสู่การแข่งขันด้านนวัตกรรม แผน PDP จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งสัญญาณเชิงนโยบายต่อภาคธุรกิจและการลงทุนระยะยาว โดยเฉพาะจากกติกาการใช้ไฟฟ้าสะอาด ที่ต้องคำนึงถึงราคาและเสถียรภาพของระบบ
สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้อธิบายถึงร่างแผน PDP2026 ไว้ล่าสุดว่ามีการปรับกรอบเวลาของแผนจากเดิมแผนระยะยาว 20 ปี เป็นแผนระยะ 25 ปี ไปสิ้นสุดที่ปี พ.ศ.2593 (2050) เพื่อให้ทันกับการเร่งเป้าหมาย Net Zero Emission สอดรับกับหมุดหมายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ ดังนั้นจึงชัดเจนว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานรอบนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องระยะสั้น แต่เป็นทิศทางอนาคตเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวด้วย เพราะพลังงานสะอาดกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมระดับโลกที่ต้องผ่านมาตรฐานสิ่งแวดล้อมสูงขึ้น
อีกประเด็นที่ทำให้ PDP แตกต่างจากอดีตมากขึ้น คือการยอมรับว่ารูปแบบความต้องการไฟฟ้ากำลังเปลี่ยนไปจากเดิม โดย สนพ. ระบุว่ามีการนำ New Demand เข้ามาเป็นสมมติฐานร่วมในการคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณมากและต่อเนื่องตลอดเวลา สะท้อนว่าการวางแผนไฟฟ้ายุคใหม่จะผูกกับระบบเศรษฐกิจดิจิทัลมากขึ้น
ในด้านความแม่นยำของการพยากรณ์การใช้ไฟฟ้า ร่างแผน PDP2026 ใช้สมมติฐานจาก GDP เฉลี่ยระยะ 25 ปี ที่ 2.5–2.6% ต่อปี โดยอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พร้อมพิจารณาปัจจัยประชากร สภาพภูมิอากาศ และ New Demand เพื่อให้การพยากรณ์ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด อย่างไรก็ดี ในเชิงนโยบายการใช้สมมติฐานระยะยาวย่อมมีความไม่แน่นอนตามวัฏจักรเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงของโลก ดังนั้นต้องจับตาว่าในรายละเอียดของแผน PDP ฉบับนี้ จะมีความยืดหยุ่น และมีกลไกในการทบทวนแก้ไขแผนอย่างไร เพื่อให้การลงทุนกำลังผลิตและการพัฒนาโครงข่ายไม่เดินหน้าเกินจำเป็น จนเกิดปัญหาวิพากษ์วิจารณ์อย่างที่ผ่านมา
ด้านความมั่นคง PDP202 จะนำดัชนี LOLE (Loss of Load Expectation) มาใช้วัดความมั่นคงของระบบไฟฟ้า เพื่อกำหนดเกณฑ์ว่าโอกาสเกิดไฟฟ้าดับต้องไม่เกิน 16–17 ชั่วโมงต่อปี ซึ่งเป็นการยกระดับ ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ ทำให้ภาคธุรกิจสามารถประเมินความเสี่ยงได้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะเมื่อไทยตั้งเป้าเพิ่มพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวนตามธรรมชาติสูงขึ้น การทำให้ความมั่นคงยังอยู่ในระดับมาตรฐานจะเป็นสัญญาณบวกต่อภาคการผลิตและบริการที่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ยังตั้งเป้าการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ไว้เกิน 50% ของระบบไฟฟ้าทั้งหมด พร้อมระบุแนวทางเพิ่มพลังงานสะอาดอย่างเต็มศักยภาพในอนาคต เช่น การเพิ่มโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อนของ กฟผ. ทั่วประเทศ ควบคู่การขยายโซลาร์ฟาร์ม พลังงานลม และโซลาร์เซลล์ชุมชน พร้อมศึกษาเทคโนโลยี SMR ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กที่มีความปลอดภัยยิ่งขึ้น ควบคู่กับการใช้ระบบดักจับคาร์บอน (CCS) รวมถึงการใช้ไฮโดรเจนและแอมโมเนียในโรงไฟฟ้า เพื่อช่วยสมดุลด้านสิ่งแวดล้อม
ปฏิเสธไม่ได้ว่า PDP2026 จะเป็นก้าวสำคัญของไทยในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานได้อย่างมั่นคงและทันโลก และเป็นการยกระดับแผน PDP จากแผนระบบไฟฟ้า ไปสู่แผนโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว แต่ประเด็นที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิด คือรายละเอียดของแผนว่าจะทำให้เป้าหมายด้านความมั่นคง สิ่งแวดล้อม และต้นทุนการผลิต เดินไปพร้อมกันได้จริงเพียงใด โดยเฉพาะความชัดเจนของแผนลงทุนโครงข่ายและความยืดหยุ่นของระบบเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนการบริหารต้นทุนและจังหวะการลงทุน เพื่อให้ไฟฟ้าสะอาดไม่กลายเป็นภาระต้นทุนที่กระทบประชาชนและภาคธุรกิจ ซึ่งต้องรอติดตามกันต่อไป


