สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ว่า กระทรวงกลาโหมอิสราเอลออกแถลงการณ์ ว่ากองทัพอิสราเอล “ปฏิบัติการโจมตีก่อนเพื่อป้องกันตนเอง” เข้าใส่อิหร่าน ขณะที่รัฐบาลอิสราเอลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศ และปิดน่านฟ้าสำหรับเที่ยวบินพลเรือน
ด้านอิหร่านยังไม่มีปฏิกิริยาอย่างเป็นทางการ แต่มีรายงานเสียงระเบิดดังอย่างน้อย 3 ครั้ง ในบางพื้นที่ของกรุงเตหะราน
ปฏิบัติการดังกล่าวของกองทัพอิสราเอลเกิดขึ้น หลังสหรัฐและอิหร่าน เพิ่งเสร็จสิ้นการเจรจารอบที่สาม โดยมีโอมานเป็นคนกลาง ที่เมืองเจนีวาของสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็น “ความพยายามครั้งสุดท้ายเพื่อหลีกเลี่ยงสงคราม” แม้ในตอนแรกดูมีความคืบหน้า แต่ต่อมานายอับบาส อารักชี รมว.การต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่า รัฐบาลวอชิงตันต้องเลิก “เรียกร้องเกินกว่าเหตุ” หากต้องการให้ข้อตกลงบรรลุผล
BREAKING: Israel has launched a “preventative” attack against Iran, as witnesses say they have heard explosions in Iran’s capital, Tehran, according to the Reuters news agency. pic.twitter.com/dZDGlcvrJb
— Al Jazeera English (@AJEnglish) February 28, 2026
ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ยื่นคำขาดให้อิหร่านยอมตกลงภายใน 10-15 วัน นับตั้งแต่วันที่ 19 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยรัฐบาลวอชิงตันต้องการให้อิหร่านยุติทั้งโครงการนิวเคลียร์ โครงการขีปนาวุธ และหยุดสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธ
ส่วนเดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล รายงานเพิ่มเติม ว่าสหรัฐต้องการให้อิหร่าน “รื้อถอนโรงงานนิวเคลียร์หลัก 3 แห่ง” และส่งมอบยูเรเนียมเสริมสมรรถนะทั้งหมดให้แก่รัฐบาลวอชิงตัน
ในเวลาเดียวกัน นายไมค์ ฮัคคาบี เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำอิสราเอล อนุญาตให้เจ้าหน้าที่การทูตของสหรัฐซึ่งไม่มีภารกิจจำเป็น สามารถเดินทางออกจากอิสราเอลได้ นอกจากนี้ อีกหลายประเทศ รวมถึงจีน สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ประกาศลักษณะเดียวกัน.
เครดิตภาพ : AFP



