สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 23 ก.ค. ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวว่า ทุกครั้งที่อิหร่านยิงโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ กองทัพสหรัฐจะทำลายสะพานหรือโรงไฟฟ้าของอิหร่าน เพื่อกดดันให้อิหร่านยุติพฤติกรรมดังกล่าว


ขณะที่กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม ( ไออาร์จีซี ) ออกแถลงการณ์ว่า หากสหรัฐโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านตามนั้นจริง อิหร่านจะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน ก๊าซ ไฟฟ้า และเศรษฐกิจของทุกประเทศในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย พร้อมทั้งจะไม่ยอมให้มีการส่งออกน้ำมันออกจากตะวันออกกลาง “แม้แต่หยดเดียว”


นอกจากนี้ ไออาร์จีซียืนยันว่า มีการเสริมกำลังทางทหารและเตรียมความพร้อมของยุทโธปกรณ์เอาไว้ล่วงหน้าแล้ว เพราะคาดการณ์ว่า มีความเป็นไปได้สูงที่สหรัฐจะละเมิดบันทึกความเข้าใจ ( เอ็มโอยู ) ซึ่งลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. ที่ผ่านมา


ด้านนายอับบาส อารักชี รมว.กระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่า หลักนิยมด้านการป้องกันประเทศของอิหร่านคือ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” และการรุกรานต่ออิหร่าน รวมถึงโครงสร้างพื้นฐาน จะนำไปสู่การตอบโต้ที่รุนแรงและเด็ดขาด

ส่วนนายฮาซัน กัชกาวี โฆษกคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งชาติและนโยบายต่างประเทศของรัฐสภาอิหร่าน กล่าวว่า ทรัมป์กำลังทำให้สหรัฐ “ติดหล่มสงคราม”

ในเวลาเดียวกัน เรือบรรทุกน้ำมันอย่างน้อย 5 ลำ เปลี่ยนเส้นทางเพื่อหลีกเลี่ยงช่องแคบบับ อัล-มันเดบ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา หลังกลุ่มฮูตีประกาศปิดกั้นการส่งออกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียผ่านทะเลแดง นอกจากนี้ ยังมีเรือบรรทุกน้ำมัน 3 ลำ ซึ่งบรรทุกน้ำมันจากซาอุดีอาระเบียไปยังจีนและอินเดีย กลับลำตั้งแต่วันอังคาร


อนึ่ง กองทัพสหรัฐยืนยันว่า ไม่เคยกำหนดเป้าหมายโจมตีพลเรือน ซึ่งอาจถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาเจนีวา ฉบับปี 2492 ว่าด้วยกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังคงขู่ว่าจะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนหลายครั้ง ซึ่งตามกฎหมายระหว่างประเทศ เป้าหมายดังกล่าวอาจถูกโจมตีได้ หากถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหาร และความเสียหายต่อพลเรือน.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS