จากที่มีข่าว กกต. แจ้งความให้ดำเนินคดีกับ 1.นายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม 2.นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยี blockchain 3.นายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย หรือ ครูชัย เจ้าของแฟนเพจ M.I.B Marketing In 4.นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. 5.นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) 6.ทรงพล เรืองสมุทร หัวหน้าช่างภาพ spacebar แจ้งหลายข้อหา แต่ยังเป็นรายงานข่าวจากสำนักงาน เพราะไม่มี กกต. คนใดที่ออกมายืนยันข้อมูลจากปากตัวเอง

ช่วงกลางคืนวันที่ 27 ก.ค. สำนักงาน กกต. ได้ออกเอกสารชี้แจง กรณีมีการนำเสนอข่าวว่า การที่ กกต. แจ้งความกองบังคับการปราบปราม เป็นการฟ้องประชาชนถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง หรือ กกต. คุกคามสื่อ กกต. ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง บุคคลหรือสื่อมวลชนที่สังเกตการณ์เลือกตั้งตามปกติทำได้ ประชาชนสามารถตรวจสอบการเลือกตั้งได้ทุกขั้นตอน ดังที่ปรากฏในการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 8 ก.พ. หรือการลงคะแนนใหม่ เมื่อวันที่ 22 ก.พ.

“แต่ กกต. แจ้งความกับบุคคลที่ร่วม และแบ่งงานกันทำเป็นขบวนการ วันที่ 22 ก.พ. ปรากฏว่ามีการกระทำของกลุ่มบุคคล ที่ตั้งกล้องวิดีโอตั้งแต่เช้า ถ่ายภาพประชาชนที่มาใช้สิทธิเลือกตั้งการลงคะแนน และต่อเนื่องไปจนถึงการนับคะแนน และมีการกระทำซึ่งหน้าบริเวณหน้าหน่วยเลือกตั้งโดยพยายามถอดรหัสให้ได้ว่าบัตรลงคะแนนที่ถ่ายภาพและบันทึกภาพไว้ เป็นของผู้มีสิทธิเลือกตั้งคนใด

กลุ่มบุคคลนี้พยายามที่จะเปิดเผย โดยอ้างว่ามาทำการพิสูจน์อะไรบางอย่าง ซึ่งการกระทำนี้เซาะกร่อนบ่อนทำลายการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ รวมถึงภารกิจของ กกต. ทำให้ กกต.ขาดความน่าเชื่อถือ ด้วยวิธีการที่ไม่อาจถือว่าเป็นการดำเนินการโดยสุจริตได้” กกต. ได้แจ้งความดำเนินคดีกล่าวหากลุ่มบุคคล ดังนี้ 1. ขัดขวางการดำเนินงานของ กกต. เพราะผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางรายไม่มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เนื่องจากทราบว่าจะมีการติดตั้งกล้องเพื่อสังเกตการณ์ในเรื่องนี้ และบางคนเห็นกล้องถ่ายลักษณะถ่ายวิดิโอตั้งอยู่ จึงตัดสินใจไม่ใช้สิทธิเลือกตั้ง

มีการนำเสนอข่าวว่าจะนำภาพของประชาชนที่ถ่ายไว้ไปเข้าขบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อสามารถระบุตัวตนจากภาพถ่ายได้ โดยมีเป้าหมายคือผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งในวันดังกล่าว

2.การกระทำที่จะอ่านบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เพื่อไปถึงข้อมูลว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เลือกใคร เป็นการกระทำที่ทุจริตตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ และเป็นความปรากฏ กกต. จึงมีอำนาจ และหน้าที่ที่จะดำเนินการตามกฎหมาย 3.การอ้างว่า กกต. เอาผิดหรือฟ้องประชาชนไม่เป็นความจริง ในอดีต กกต. ไม่เคยดำเนินคดีกับบุคคลใด ๆ ปัจจุบันมีการดำเนินคดีเป็นรายแรก ที่จังหวัดชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1 โดยผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 1 เท่านั้น เนื่องจากเป็นการกระทำของบุคคล กระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย โดยมีเจตนาไม่สุจริต ไม่ใช่การดำเนินการในฐานะประชาชนทั่วไป

4.กรณีมีชื่อบุคคลตามที่ กกต. ยื่นแจ้งความที่กองบังคับการปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เพราะเป็นกลุ่มคนที่ปรากฏตัวในที่เกิดเหตุ มีหลักฐานการนำเสนอข้อมูลร่วมกัน มีรูปถ่าย และมีหลักฐานอื่น ๆ ชี้ให้เห็นว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าว 5.บุคคลดังกล่าว มีการนัดหมายกับกลุ่มขบวนการที่จะเปิดเผยสิ่งที่ได้ทำในเวทีสาธารณะ คนกลุ่มนี้ไม่ได้ปรากฏตัวในที่เกิดเหตุ แต่พฤติการณ์ชี้ให้เห็นว่ามีส่วนร่วมในขบวนการเช่นกัน

6.มีการลงในสื่อ Social Media โดยตลอด ทั้งจากบุคคลในกลุ่มขบวนการ ที่ประมวลเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง เพื่อให้การลงคะแนนเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ แต่ใช้วิธีการไม่สุจริต และมีขบวนการปั่นกระแสในรูปแบบต่าง ๆ ทำให้เกิดความไม่เรียบร้อย อันเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศได้ สำนักงาน กกต. ยืนยันว่า การจัดการเลือกตั้งและการออก เสียงประชามติในครั้งนี้ ยึดมั่นตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 และแก้ไข เพิ่มเติม มาตรา 85 อย่างเคร่งครัด

สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ ว่า 1. การกระทำของประชาชนทั้งหกมิได้เกิดจากแรงจูงใจทางอาญา หากแต่เกิดจากแรงจูงใจทางการเมือง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม การกระทำของประชาชนทั้งหกจึงขาดเจตนาที่จะกระทำความผิดทางอาญา อีกทั้งการกระทำยังไม่ครบองค์ประกอบของความผิดตามข้อกล่าวหา การกระทำของประชาชนทั้งหกจึงไม่เป็นความผิดต่อกฎหมายใด

การติดตาม ตรวจสอบ และสังเกตการเลือกตั้ง โดยมีการบันทึกภาพและถ่ายภาพมิได้เป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง หรือใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือเพื่อให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม เป็นการตรวจสอบให้การเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรม ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ผิดฐานเปิดเผยความลับ

การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง กระทำไปเพื่อให้เกิดการตรวจสอบโดยมีเจตนาเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ ไม่เป็นความผิดตาม มาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560

การที่ กกต. ไปร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับประชาชนจึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 234 (1) และอาจเป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญา โดยรู้อยู่ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นตาม มาตรา 172 และ 173 แห่งประมวลกฎหมายอาญา การกระทำดังกล่าวจึงเป็นที่น่าละอาย และสมควรถูกถอดถอน แต่รัฐธรรมนูญโกงอำนาจของประชาชน เรื่องถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ใช้อำนาจโดยมิชอบ

สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย เรียกร้องให้ กกต. ได้ไปถอนคำร้องทุกข์ดังกล่าว พร้อมกับออกมาขอโทษประชาชนที่จัดการเลือกตั้งได้ไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ จนตกเป็นภาระแก่ประชาชนที่ต้องออกมาติดตามตรวจสอบ กกต. ควรสำนึกในบุญคุณของประชาชน สำนึกว่าประชาชนเป็นเจ้านายและต้องปฏิบัติหน้าที่ให้คุ้มกับเงินเดือนที่ประชาชนจ่ายให้

หากเสร็จการจัดการเลือกตั้ง สส. ครั้งนี้แล้วก็ควรลาออกไปเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประเทศชาติและประชาชนต่อไป สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ยินดีให้บริการทางกฎหมายกับประชาชนที่ถูก กกต. ร้องทุกข์กล่าวโทษโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และยินดีจะเป็นทนายความเพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับ กกต. ในเรื่องดังกล่าว

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า กกต. แจ้งความประชาชน แบบปั่นกระแส หวังข่มขู่ประชาชนที่ออกมาเปิดโปงสิ่งที่ กกต. ประพฤติมิชอบ หรือไม่ ออกเอกสารมาชี้แจง แต่สงวนชื่อผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหา ไม่แตกต่างอะไรกับพฤติกรรมของคนขลาด ที่ลอบกัด ลับ ๆ ล่อ ๆ ที่กลัวการฟ้องกลับ ม.157 เมื่อบุคคลดังกล่าวได้ทราบข้อมูลการฟ้องที่เป็นทางการ

“เปิดเผยชื่อสิครับ อย่าขลาดกลัวเกินเหตุ หากมั่นใจว่าข้อกล่าวหาเป็นความจริง แต่หากเป็นการแจ้งความเท็จเมื่อไร การแจ้งความกลับเกิดขึ้นทันที อย่างน้อย 9 คน ทั้งอาญาและแพ่งที่แพงมาก”

“หมอเก่ง” นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ซึ่งเป็นทีมกฎหมายในคดีนี้ โพสต์เฟซบุ๊กว่า “มันจบแล้วครับ กกต. รัฐธรรมนูญปี 2560 มีพยานหลักฐานที่บันทึกถึงเจตนารมณ์ของผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ โดย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร หน้าที่ 140 ถึง 141 ซึ่งได้อธิบายคำว่า “การออกเสียงลงคะแนนโดยลับ” มีความหมายว่า การลงคะแนนของผู้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน จะต้องกระทำในลักษณะที่ “บุคคลอื่นไม่อาจทราบหรือตรวจสอบได้” ว่าผู้มีสิทธิออกเสียงได้ลงคะแนนเสียงอย่างไรหรือออกเสียงลงคะแนนให้ผู้สมัครคนใด

“ความลับของการลงคะแนนเสียงนั้น จะต้องดำรงอยู่ทั้งขณะที่กำลังออกเสียงลงคะแนนและคงอยู่ภายหลังจากนั้นตลอดไป และจะต้องไม่มีวิธีการใดที่จะตรวจสอบได้ เช่นนี้ การที่ปรากฏรหัสแท่ง (Barcode) ในบัตรเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงว่า สามารถตรวจสอบได้ว่าผู้ลงคะแนนเสียงคนใดได้ลงคะแนนเสียงว่าอย่างไร จึงมิใช่การลงคะแนนเสียงโดยลับตามนัยและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2560”

ศึกนี้ของ กกต. ท่าจะอีกยาว มีผู้ร้อง กกต. ทั้งให้ผู้ตรวจการแผ่นดินให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเลือกตั้งเป็นโมฆะ ร้องศาลปกครองให้เลือกตั้งเป็นโมฆะ และยังร้องศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เอาผิดอาญา กกต. อีก.

“ทีมข่าวการเมือง”