หลังจากวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาประมาณ 09:27 น. ตามเวลาอิหร่าน อิสราเอลและสหรัฐอเมริกาได้ร่วมปฏิบัติการโจมตีทางอากาศและยิงขีปนาวุธไปยังหลายเมืองสำคัญของอิหร่าน เป้าหมายประกอบด้วยศูนย์การเมืองในกรุงเตหะราน ศูนย์ศาสนาในเมืองกุม โครงสร้างด้านนิวเคลียร์ในอิสฟาฮาน ฐานทัพในเคอร์มันชาห์และเดซฟูล รวมถึงโครงสร้างพลังงานที่เกาะคาร์ก และพื้นที่แหล่งผลิตน้ำมันหลักในจังหวัดคูเซสตาน ปฏิบัติการโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการเจรจาระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกา 3 รอบ ได้แก่ รอบแรกที่กรุงมัสกัต ประเทศโอมาน รอบที่สองและสามที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ การเจรจาทั้งสามครั้งสะท้อนให้เห็นว่าความพยายามทางการทูตไม่สามารถหาทางออกที่ยอมรับร่วมกันได้ และถือได้ว่า “ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง” นำไปสู่การยกระดับความตึงเครียดทางทหารในปัจจุบัน
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ได้วิเคราะห์ถึงผลกระทบสถานการณ์การสู้รบระหว่างอิสราเอลและสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านว่า
1.สงครามตะวันออกกลาง: จะบานปลายแค่ไหน?
ขณะนี้ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ สถานการณ์จะพัฒนาไปในทิศทางใด กล่าวคือ จะจำกัดวงอยู่เพียงความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลและสหรัฐฯ หรือจะขยายวงไปยังประเทศอื่นในตะวันออกกลาง รวมถึงกลุ่มติดอาวุธที่อิหร่านให้การสนับสนุน และในกรณีเลวร้ายที่สุด อาจมีมหาอำนาจภายนอกภูมิภาค เช่น รัสเซีย เข้ามามีบทบาททางทหารโดยตรง พัฒนาการในระยะสั้น โดยเฉพาะในช่วง 48–72 ชั่วโมงแรก จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของสถานการณ์ว่า จะเป็นเพียงความขัดแย้งจำกัดวง หรือจะขยายตัวเป็นความขัดแย้งระดับภูมิภาค
2.สหรัฐฯ ต้องการจำกัดศักยภาพทางทหารอิหร่านและเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านในระยะหลัง ไม่ได้จำกัดเพียงประเด็น “นิวเคลียร์” เแต่ครอบคลุมถึงความพยายามของสหรัฐฯ ในการจำกัดศักยภาพทางทหารของอิหร่าน และเลยไปถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
(1) โครงการนิวเคลียร์และการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม
สหรัฐฯ ต้องการให้อิหร่านลดระดับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ลดปริมาณยูเรเนียมเสริมสมรรถนะที่สะสมอยู่ และเพิ่มความร่วมมือกับทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เพื่อสร้างความโปร่งใส ประเด็นนี้เคยอยู่ภายใต้กรอบความตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 หรือ Joint Comprehensive Plan of Action (JCPOA) ซึ่งสหรัฐฯ ถอนตัวในปี 2018 ส่งผลให้กลไกควบคุมหลายส่วนอ่อนตัวลง
(2) ศักยภาพขีปนาวุธและอาวุธพิสัยไกล
สหรัฐฯ และพันธมิตรมีความกังวลต่อโครงการพัฒนาขีปนาวุธของอิหร่าน โดยเฉพาะขีปนาวุธพิสัยกลางและโดรนติดอาวุธ ซึ่งถือเป็นกลไกยับยั้งทางทหารสำคัญของอิหร่าน
(3) บทบาทของอิหร่านในเครือข่ายกองกำลังภูมิภาค
การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธหรือพันธมิตรทางการเมืองในตะวันออกกลาง เช่น ในเลบานอน ซีเรีย อิรัก และเยเมน ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าเป็นปัจจัยเพิ่มอิทธิพลของอิหร่านในภูมิภาค
(4) การเปลี่ยนระบบการปกครองของอิหร่าน
ภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยอย่างรุนแรงในอิหร่าน ประกอบกับแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรและความไม่พอใจของประชาชน ได้ก่อให้เกิดการประท้วงต่อเนื่องในช่วงกว่า 45 วันที่ผ่านมา มีรายงานความสูญเสียจำนวนมาก และสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางภายในประเทศสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้รัฐบาลอิหร่านอยู่ในสภาวะกดดันทั้งจากภายในและภายนอก สหรัฐฯ ถือโอกาสนี้เพื่อเปลี่ยนอิหร่านที่คิดว่า น่าจะเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสม
3.สะเทือนไทย : การส่งออก ราคาน้ำมัน และต้นทุนการขนส่ง
3.1 การส่งออก
ปี 2568 ไทยส่งออกไปตะวันออกกลาง 16 ประเทศ คิดเป็นสัดส่วน 4% ของมูลค่าการส่งออกไทยรวม มูลค่า 13,203 ล้านเหรียญ หรือ 4 แสนล้านบาท ตลาดส่งออกหลักของไทย 5 อันดับแรกคือ UAE ซาอุฯ ตุรกี, อิรักและอิยิปต์ ในขณะที่ส่งออกไปอิหร่านมูลค่า 4 พันล้านบาท สัดส่วน 1% ของการส่งออกไปตะวันออกกลาง ส่งออกไปกลุ่มประเทศ GCC มีสัดส่วน 65% ของการส่งออกไปตะวันออกกลาง
ประเมินหากสงครามเกิดขึ้นและยื้ดเยื้อ 1-3 เดือน จะกระทบการส่งออกไทยไปตะวันออกกลาง ระหว่าง 1 – 6 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 0.1-0.6% ของการส่งออกไทยรวม หรือคิดเป็น 2.5-15% ของมูลค่าส่งออกไปตลาดตะวันออกกลาง
ตารางที่ 1 ผลกระทบต่อการส่งออกไทยไปตะวันออกลาง
| ระยะเวลาสงคราม(เดือน) | กระทบมูลค่าส่งออกไทยไปตะวันออกลาง (พันล้านบาท) | % เทียบส่งออกไทยรวมทั้งประเทศ | % เทียบส่งออกไทยในตะวันออกกลาง |
| 1 | 10.4 | 0.1 | 2.5 |
| 2 | 31.2 | 0.3 | 7.8 |
| 3 | 62.4 | 0.6 | 15.6 |
ที่มา : ประเมินโดย อัทธ์ พิศาลวานิช กุมภาพันธ์ 2569
3.2 จับตา “ปิดช่องแคบฮอร์มุซ” ราคาน้ำมันตลาดโลกปรับสูงขึ้น 20-100%
ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะเป็นเท่าไร ขึ้นกับการปิดช่องแคบฮอร์มุซแค่ไหน เพราะช่องแคบฮอร์มุซ มีความสำคัญต่อการส่งออกอน้ำมันไปในตลาดโลก คิดเป็นสัดส่วน 20% ของปริมาณการผลิตของโลกต่อวัน (ทั่วโลกผลิตน้ำมันวันละ 100 ล้านบาร์เรล) นั้นคือปริมาณน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซส่งออกน้ำมัน 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งจะกระทบการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน ซาอุฯ ยูเออี และกาต้าร์
1.ส่งออกน้ำมันอิหร่านไปตลาดโลกลดลง 1.6% ราคาเพิ่ม 5-10%
อิหร่านผลิตน้ำมันวันละ 3 ล้านบาร์เรล ใช้ภายในประเทศ 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน และส่งออก 1.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ประเทศที่ซื้อน้ำมันอิหร่านหลักคือ จีนสัดส่วน 80% ทีเหลือเป็น อินเดีย และตุรกี เป็นต้น สงครามที่เกิดขึ้นอิหร่านลดการส่งออกไปตลาดโลก 1.6% ราคาน้ำมันตลาดโลกเพิ่มอีก 5-10% (ราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้น ราคาน้ำมันดิบ WTI ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ 67 เหรียญต่อบาร์เรล) ทำให้โอกาสที่ราคาน้ำมันสูงขึ้นในตลาดโลกอยู่ที่ 70-75 เหรียญต่อบาร์เรล
2.ส่งออกประเทศอ่าวเปอร์เซียไปตลาดโลกลดลง 18% ราคาเพิ่ม 15-90% (ขึ้นกับฉากทัศน์)
ประเทศอ่าวเปอร์เซียหลักที่ส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซคือ ซาอุฯ ยูเออี และกาต้าร์ ส่งออกน้ำมันวันละ 18 ล้านบาร์เรล คิดเป็น 18% หากไม่สามารถส่งออกไปตลาดโลกได้จะทำให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นเป็น 15-90% ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มขึ้นเป็น 77-130 เหรียญต่อบาร์เรล
ตารางที่ 2 : ผลกระทบราคาน้ำมันโลก (กรณีปิดช่องแคบฮอร์มุซ)
| ฉากทัศน์ | ระยะเวลา (วัน) | ปริมาณน้ำมันที่สะดุด (ล้านบาร์เรล/วัน) | ตาดการณ์ราคาน้ำมันอาจขึ้น (%) |
| 1.ปิดบางส่วน | 3–7 | 3–5 | 20 ถึง 40 |
| 2.ปิดชั่วคราว | 7–14 | 6-10 | 40 ถึง 70 |
| 3.ปิดยืดเยื้อ | มากกว่า 14 | 20 | 50 ถึง 100 |
ที่มา : ประเมินโดย อัทธ์ พิศาลวานิช กุมภาพันธ์ 2569
3.3 ค่าระวางเรือและค่าประกันภัยปรับขึ้น 50-140%
กระทบเส้นทางการขนส่งสินค้าจากเอเซียและอาเซียน คือ เส้นทางทะเลแดงและคลองสุเอซ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้นจากค่าประกันสินค้าปรับสูงขึ้น และหากไม่ผ่านทะเลแดง จะทำให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้นจากเรือต้องอ้อมไปแหลมกู๊ดโฮป (Cape of Good Hope) ทางตอนใต้ของแอฟริกา ทำให้ระยะทางเพิ่ม 3,000–5,000 กม. ใช้เวลาเพิ่ม 10–14 วันต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าระวางเพิ่ม และราคาสินค้าปลายทางแพงขึ้น
ต้นทุนรวมทั้งค่าระวางและค่าประกันเรือเพิ่มขึ้นจาก 2,050-5,000 เหรียญต่อตู้ 40 ฟุต เป็น 3,075-12,000 เหรียญต่อตู้ 40 ฟุต หรือเพิ่มขึ้น 50-140%
ตารางที่ 3 อิสราเอลและสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านกระทบต้นทุนค่าระวางและค่าประกันเรือ
| ฉากทัศน์ | ค่าระวาง ($) | ค่าประกันเรือ (%) | ค่าประกันเรือ ($) | ต้นทุนรวมขั้นต่ำ ($) |
| ปกติ (มกราคม 2569) | 2,000 – 4,500 | 0.05 – 0.5 | 50 – 500 | 2,050-5,000 |
| ตึงเครียด | 2,200 – 5,625 | 0.1 – 2.5 | 100 – 2,500 | 2,300-8,125 |
| มีโจมตี | 2,600 – 7,200 | 0.25 – 5 | 250 – 5,000 | 2,850-12,000 |
| ต้องอ้อม | 3,000 – 9,000 | 0.075 – 2 | 75 – 2,000 | 3,075-11,000 |
หมายเหตุ : ค่าประกันเรือคิดจาก มูลค่าสินค้า 100,000 เหรียญ
ประเมินโดย อัทธ์ พิศาลวานิช กุมภาพันธ์ 2569
4. ข้อเสนอแนะ
1.ผู้ส่งออกเร่งวิเคราะห์ความเสี่ยงเส้นทางขนส่งไปยุโรป
ต้องตรวจสอบว่าเส้นทางเดินเรือผ่านพื้นที่เสี่ยงหรือไม่ เช่น บริเวณอ่าวโอมาน ทะเลแดง และคลองสุเอซ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักของการขนส่งจากเอเชียไปยุโรป และควรวิเคราะห์เปรียบเทียบต้นทุนในแต่ละทางเลือก ได้แก่เส้นทางปกติผ่านทะเลแดงและสุเอซ และเส้นทางอ้อมแอฟริกาเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง รวมถึงการตรวจสอบเงื่อนไขในสัญญาและเอกสารที่เกี่ยวข้องในการขนส่งเพื่อประเมินว่าความเสี่ยงด้านต้นทุนและความล่าช้า
2.ผู้ส่งออกต้องทำการวิเคราะห์ความไว (Sensitivity Analysis) ผลกระทบจากราคาน้ำมัน
ภายใต้สถานการณ์ที่ราคาน้ำมันโลกมีความผันผวนสูง ผู้ส่งออกควรจัดทำ Sensitivity Analysis เพื่อประเมินว่า หากราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขนส่งระหว่างประเทศ ต้นทุนโลจิสติกส์ในประเทศ ต้นทุนการผลิต (วัตถุดิบ พลังงาน ไฟฟ้า บรรจุภัณฑ์ ฯลฯ) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สามารถบริหาร “ต้นทุนรวมของบริษัท” ได้อย่างแม่นยำ
3.รัฐบาลไทยต้องติดตามและดูแลค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิดภายใต้ภาวะสงคราม
ความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มสูง จากการเคลื่อนย้ายเงินทุนสู่สินทรัพย์ปลอดภัย และความไม่แน่นอนของตลาดพลังงานโลก เพราะดอลลาร์เป็นสกุลเงินหลักของการค้าโลก การแข็งค่าหรืออ่อนค่าของดอลลาร์ย่อมส่งผลโดยตรงต่อค่าเงินบาท และการส่งออกไทย การรักษาค่าเงินบาทที่เหมาะสม จะช่วยลดผลกระทบของสงครามต่อการส่งออกไทยในปี 2569



