สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ เมื่อวันที่ 3 มี.ค. ว่า กระทรวงกลาโหมกาตาร์ออกแถลงการณ์ ว่ากองทัพอากาศกาตาร์ยิงเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบ ซู-24 ของอิหร่าน ตกจำนวน 2 ลำ โดยไม่มีการให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับชะตากรรมของนักบิน แต่ระบุว่า นับเป็นครั้งแรกที่ประเทศในอ่าวอาหรับยิงเครื่องบินรบของอิหร่าน นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐซึ่งผนึกกำลังกับอิสราเอล ในการสู้รบกับอิหร่าน เปิดฉากเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา


ก่อนหน้านั้นไม่กี่ชั่วโมง บริษัทกาตาร์ เอเนอร์จี รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของกาตาร์ ประกาศระงับการผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด “เป็นการชั่วคราว” เนื่องจากเกิดเหตุโจมตีทางทหารต่อสิ่งปลูกสร้างของบริษัท โดยอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ของอิหร่าน พุ่งเป้าโจมตี นิคมอุตสาหกรรมราส ลัฟฟาน ซึ่งเป็นฐานประมวลผลก๊าซบนฝั่งที่สำคัญ ตั้งอยู่ห่างจากกรุงโดฮาไปทางเหนือราว 80 กิโลเมตร


ขณะที่นิคมอุตสาหกรรมเมซาอีดถูกโจมตีเช่นกัน ซึ่งโดรนของอิหร่านสร้างความเสียหาย ให้กับถังเก็บน้ำของโรงไฟฟ้าในพื้นที่ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุงโดฮาไปทางใต้ราว 40 กิโลเมตร และเป็นแหล่งผลิตก๊าซที่สำคัญเช่นกัน


ปัจจุบัน กาตาร์คือ 1 ใน 4 ประเทศผู้ผลิตแอลเอ็นจีรายใหญ่ที่สุดของโลก ร่วมกับสหรัฐ ออสเตรเลีย และรัสเซีย ดังนั้น การระงับการผลิตครั้งนี้จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ต่อความมั่นคงทางพลังงานของโลก


นอกจากนี้ เป็นเรื่องที่น่าสนใจว่า กาตาร์แบ่งปันแหล่งก๊าซธรรมชาติใหญ่ที่สุดในโลกร่วมกับอิหร่าน คือ “เดอะ นอร์ธ ฟิลด์” โดยพื้นที่ในส่วนของกาตาร์นั้นมีปริมาณสำรองก๊าซสูงถึง 10% ของแหล่งก๊าซทั้งหมดบนโลกตอนนี้.

เครดิตภาพ : REUTERS