เมื่อวันที่ 3 มี.ค. ที่บริษัท วิฑูรย์&พาร์ทเนอร์ จำกัด ทนายวิฑูรย์ เก่งงาน และทนายยศกร เหล่าโชติธนกุล ฐานะที่ปรึกษากฎหมายและทนายความ แถลงข่าวเกี่ยวกับกรณีคดีที่มีการออกหมายจับ นายเบน สมิธ และภรรยา ลูกความ โดย ทนายวิฑูรย์ กล่าวว่า วานนี้ (2 มี.ค. 69) ที่มีข่าวทาง CIB หรือสอบสวนกลางไล่ออกหมายจับ เบน สมิธ ข้อกล่าวหาที่ทาง CIB ตั้งมันแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สิ่งที่นักการเมืองทั้งหลายพูดเกี่ยวกับ เบน สมิธ ว่าเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินหรือสแกมเมอร์นั้น เป็นเรื่องราวที่ถูกสร้างขึ้นและได้พังทลายลงไปแล้ว กลายเป็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนเป็นเพียงความต้องการนำตัว เบน สมิธ มาเป็นเครื่องมือหรืออาวุธทางการเมือง เพื่อโจมตีไปที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า

ทั้งที่มันเป็นแค่เพียงความใกล้ชิดของ เบน สมิธ กับนักการเมืองหลายคน จึงมีการเอามาเป็นอาวุธทางการเมือง ข้อกล่าวหาที่สอบสวนกลางตั้งมาเป็นเรื่องพิพาทกันระหว่าง เบน สมิธ กับบริษัทหนึ่งในประเทศลาว ยืนยันชัดเจนตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เคยให้สัมภาษณ์กับนายสรยุทธในรายการคุยข่าวนอกจอ ว่า เบน สมิธ เป็นเพียงนักธุรกิจเป็นโบรกเกอร์ ข้อเท็จจริงในคดีเมื่อวานเป็นที่มาอย่างชัดเจนว่าเขาเป็นแบบนั้นจริง ไม่ได้เป็นสแกมเมอร์ แตกต่างจากที่ นายรังสิมันต์ โรม ที่เคยอภิปรายในสภาว่าเป็นบิ๊กสแกมเมอร์ ระดับเจ้าพ่อหรือระดับแมมมอธ ความเป็นจริงมันคนละเรื่องและไม่ใช่คดีเดียวกัน ข้อเท็จจริงที่สอบสวนกลางกล่าวหาไม่ใช่เรื่องสแกมเมอร์ หรือการพยายามฉ้อโกงคนไทยอย่างที่มีคนปั่นข่าวในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
นายวิฑูรย์ กล่าวต่อว่า หลังจากมีข่าวออกหมายจับ เบน สมิธ ทางด้านรังสิมันต์ โรม ได้โพสต์เฟซบุ๊กชื่นชมสอบสวนกลางและเรียกร้องให้ออกหมายแดงหรือ (Red Notice) ของอินเตอร์โพล ตนจึงอยากฝากถึงนักการเมืองท่านนั้นว่า เรื่องที่ออกหมายจับไปเมื่อวานมันเป็นเพียงคดีพิพาททางแพ่ง เป็นเรื่องอาจจะผิดสัญญาในการซื้อขายหุ้นของบริษัทเพลสก็ได้ การพยายามเชียร์ให้ออกหมายแดงทำให้อดคิดไม่ได้ว่าเป็นการปั่นข่าวเพื่อเข้าสู่เกมการเมืองหรือเพื่อเบี่ยงเบนคดีที่ถูก เบน สมิธ ฟ้องหมิ่นประมาทอยู่หรือไม่ แต่ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่ามันเป็นแค่เรื่องผิดสัญญา ในฐานะทนายความ ตนอดคิดไม่ได้ว่าคดีนี้มีแรงจูงใจทางการเมืองหรือไม่ เพราะมีการแจ้งความเสียหาย 991 ล้านบาท แต่มีการยึดทรัพย์ของ เบน สมิธ หรือบริษัทต่าง ๆ ซึ่งอ้างว่าเป็นของเขาไปกว่า 10,000 ล้านบาท สัดส่วนคดีกับการยึดทรัพย์มันไม่ได้สัดส่วนกันเลย ยึดไปหมื่นกว่าล้าน แต่คดีมูลฐานส่ง ปปง. แค่ 991 ล้านบาท และเป็นเรื่องพิพาททางแพ่งเป็นส่วนใหญ่ ที่น่ากังวลคือมีการพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงจากเรื่องซื้อหุ้นปกติให้กลายเป็นคดีอาญา ซึ่งมีข้อพิรุธหลัก 3 ประการ

ประการแรกคือข้อมูลที่ได้รับยังไม่มีการเปิดเผยชื่อบริษัทที่แจ้งความในลาวหรือผู้มีอำนาจแทนในหมายจับ
ประการที่สอง คดีมีการแจ้งความไปตั้งแต่ปี 2567 แต่ช่วงแรกหนังสือมอบอำนาจไม่มีการรับรองลายมือชื่อ จนกระทั่งวันที่ 9 ก.พ. มีตำรวจซีไอบีติดต่อไปทางผู้เสียหายที่ลาว ให้มาแจ้งความใหม่ และวันที่ 12 ก.พ. มีการรับเป็นเลขคดีอาญา จนวันที่ 26 ก.พ. มีการออกหมายจับ ซึ่งรวดเร็วมากจนน่าตกใจ ตนอยากได้มาตรฐานแบบนี้มาใช้กับคดีที่ตนเคยแจ้งความบ้าง เช่น เคสดิไอคอน ที่แจ้งความคุณกฤษณ์อนงค์ไปตั้งแต่ปลายปี 67 ตอนนี้ปีกว่าแล้วยังไม่ส่งอัยการเลย
ประการที่สาม คดีนี้อ้างว่าปี 65 รู้ว่าถูกโกงและปี 67 มาแจ้งความ ซึ่งเป็นคดีฉ้อโกงปกติที่เป็นความผิดต่อส่วนตัว มีอายุความร้องทุกข์เพียง 3 เดือน แต่มีการร้องทุกข์กันปี 67 และมีการแจ้งความใหม่เพราะหนังสือมอบอำนาจตอนแรกไม่ได้รับรอง อายุความร้องทุกข์มันขาดไปแล้วเป็นปีกว่า แต่ซีไอบีรับแจ้งความตรงนี้น่าตกใจมาก ตนอยากฝากถึงสังคมว่า คดีฉ้อโกงโดยปกติธุระคนที่โดนในประเทศไทยคนแรกคือ ทนายตั้ม ษิทรา เบี้ยบังเกิด ซึ่งศาลแพ่งยกฟ้องไปแล้วและคืนทรัพย์สินให้ทนายตั้มแล้ว และ เบน สมิธ เป็นคนที่สองในประเทศไทยที่โดน

นายวิฑูรย์ ยืนยันว่า เรื่องนี้มีแรงจูงใจทางการเมืองเพื่อใช้โจมตีนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม ที่ผ่านมา เบน สมิธ ได้มีการชี้แจงกับกองปราบฯ ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2567 แล้ว ส่วนเรื่องหุ้นที่มีการอ้างว่าถูกหลอกซื้อ ก็มีหนังสือคอนเฟิร์มโน้ตและหลักฐานการโอนหุ้นชัดเจน ซึ่ง เบน สมิธ เป็นเพียงตัวกลาง ไม่ใช่คนขายหุ้นด้วยซ้ำ และคนขายก็ได้ไปให้การต่อซีไอบีแล้วเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2567 ข้อเท็จจริงถูกใส่ในสำนวนแล้ว แต่ยังมีการออกหมายจับทีหลัง โดยบอกว่าฉ้อโกงต่อเนื่อง ส่วนคดีมูลฐานที่ เบน สมิธ โดน มีการกล่าวถึงคดีของคุณแตงไทย ซึ่งข้อเท็จจริงตนยังพูดไม่ได้มาก เป็นที่น่าสนใจว่ามีการยึดทรัพย์ไปก่อนแล้วคดีอาญาตามมาทีหลัง ซึ่งไม่เคยมีใครทำกัน พร้อมโชว์เอกสารชี้แจงต่อกองปราบและย้ำว่านี่คือเรื่องศาลแพ่งไม่ใช่คดีอาญา
นอกจากนี้ เบน สมิธ ยังฝากมาว่าการกลั่นแกล้งทางการเมืองควรจะยุติลงได้แล้ว แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้เป็นบุคคลตามที่พรรคประชาชนหรือพรรคประชาธิปัตย์กล่าวหาว่าเป็นสแกมเมอร์ วันนี้จบ ชัด เคลียร์ และยินดีที่จะสู้คดีเพราะไม่ใช่คดีสแกมเมอร์ เบน สมิธ ฝากมาว่าที่พูดไม่ได้เพื่อปกป้องตนเอง แต่พูดเพื่อหลักการว่าบุคคลในไทย ไม่ควรตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง ถูกลากเข้าสงครามเพื่อโจมตีไปมา เบน สมิธ และครอบครัวเป็นเครื่องมือให้นักการเมือง ถึงเวลาที่ไทยต้องเห็นความจริงว่าภาพลักษณ์ต่อเวทีโลกได้รับผลกระทบจากบุคคลที่เห็นแก่ตัวบางคน

นายวิฑูรย์ ยังฝากให้สังคมติดตามเรื่องบริษัทหนึ่ง ว่ามีเบื้องลึกเบื้องหลังที่คนไทยเกี่ยวข้องกับกองทุนอย่างไร ซึ่งอาจจะถูกเปิดเผยออกมา ยอมรับว่าคดีนี้เป็นการออกหมายจับ เบน สมิธ ครั้งแรก ขณะนี้อยู่ระหว่างชั่งน้ำหนักว่าจะกลับมาสู้คดีเองหรือไม่ เพราะพยานหลักฐานยื่นไปครบถ้วนแล้ว แต่ที่กังวลคือหากกลับมาแล้วจะได้ประกันหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องทางการเมืองสูง สังคมจับจ้อง กลัวศาลอาญาไม่ให้ประกันตัว เบน สมิธ ยังไม่ให้คำตอบว่าจะกลับมาหรือไม่ ตนไม่รู้มาตรฐานการประกันตัวไทยจะเหมือนประเทศอื่นหรือไม่ พร้อมทิ้งท้ายว่านักธุรกิจรายใหญ่ในไทยรู้จักนักการเมืองทุกคน วันนี้ เบน สมิธ โดน วันข้างหน้าอาจเป็นคุณก็ได้ โดยนายวิฑูรย์ปฏิเสธระบุที่อยู่ของ เบน สมิธ แต่ยอมรับว่าเพิ่งคุยกันล่าสุดเมื่อบ่ายวันนี้ก่อนแถลงข่าว.



