จนล่าสุด “กระทรวงพลังงาน” ได้เรียกผู้ค้าน้ำมันประชุมด่วนแล้ว ให้เตรียมพร้อมรับมือ เร่งจัดหาน้ำมัน หลังจากอิหร่านได้ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซทั้งหมด ส่งผลกระทบต่อการนำเข้าน้ำมัน ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกดีดขึ้นทันที

แม้กระทรวงพลังงาน จะประกาศชัดแล้วว่า จะนำกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มาดูแลราคาน้ำมันในช่วงนี้ เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชนมากนัก แต่ล่าสุดวันที่ 3 มี.ค. ทั้ง “ปั๊มเชลล์”ได้ประกาศปรับขึ้นราคา เป็นเจ้าแรก ตั้งแต่ช่วง 05.00 น. โดยปรับขึ้นดีเซลสูงถึงลิตรละ 4.20 บาท ขณะที่กลุ่มแก๊สโซฮอล์ ปรับขึ้นลิตรละ 1.50 บาท และเวลาต่อมา 11.00 น. วันเดียวกัน “ปั๊มน้ำมันคาลเท็กซ์” ได้ประกาศปรับราคาน้ำมันขายปลีกรายต่อมา โดยน้ำมันดีเซลขึ้นลิตรละ 1.80 บาท ยกเว้นน้ำมันพาวเวอร์ ดีเซล เทครอน ดี น้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์ปรับขึ้นลิตรละ 0.90 บาท ยกเว้นน้ำมันเบนซิน โกลด์ 95 เทครอน  

ขณะที่ ปั๊มบริษัทคนไทย อย่าง “ปั๊ม ปตท. และปั๊มบางจาก” ได้ประกาศชัดแล้วว่า ณ ตอนนี้ยังไม่ปรับขึ้น จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง โดยใช้วิธีบริหารต้นทุนไปก่อน

ถ้าดูจาก “สัญญาณ” แล้ว เชื่อว่าจะตรึงได้แค่ระยะหนึ่งเท่านั้น ซึ่งทาง “อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์” รมว.พลังงาน ก็ออกมาระบุชัดว่า จะใช้กองทุนน้ำมันฯ เข้าไปดูแลราคาน้ำมันดีเซลอุดหนุนไว้ก่อน สัก 7-10 วัน ส่วนน้ำมันเบนซิน และแก๊สโซฮอล์ จะเข้าไปช่วยด้วยเช่นกัน แต่จะแค่บางส่วน ราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ อาจขยับบ้าง!!

เท่ากับว่า แนวโน้มทิศทางราคาน้ำมัน อยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างแน่นอน!! ยังไม่มีทีท่าว่า จะลดลงเมื่อไร ในเมื่อสงครามยังไม่มีทิศทางจะจบง่ายๆ เพราะฉะนั้นเราต้องหันมาดูแลตัวเองดีที่สุด

หลายคนอาจจะลืมวิธีการประหยัดน้ำมันไปบ้างแล้ว หลังจากใช้ราคาน้ำมันถูกมาสักระยะ จริงๆ มีหลายวิธีที่ดำเนินการได้ทันที และเป็นวิธีง่ายๆ ที่ไม่อยากให้มองข้าม เพื่อเซฟเงินในกระเป๋าของตัวเราเอง และครอบครัว  

เริ่มจาก

1. ขับรถในความเร็วที่กฎหมายกำหนด หากขับรถด้วยความเร็ว 90 กม./ชม. แทนการขับรถด้วยความเร็ว 110 กม./ชม. จะประหยัดน้ำมันได้ 25% คิดเป็นเงิน 800 บาทต่อเดือนต่อคัน หรือ 9,600 บาทต่อปีต่อคัน ถ้ารถยนต์จำนวน 7 ล้านคันทั่วประเทศ ขับรถตามกฎหมายกำหนด ประเทศชาติจะประหยัดเงินได้ไม่น้อยกว่า 67,000 ล้านบาทต่อปี

2. ตรวจเช็กสภาพรถเป็นประจำ การตรวจเช็กสภาพเครื่องยนต์ปีละ 1 ครั้ง สามารถประหยัดน้ำมันได้ 10% คิดเป็นเงินที่ประชาชนประหยัดได้ 250 บาทต่อเดือนต่อคัน คิดเป็นจะประหยัดได้ถึงปีละ 3,000 บาท หากรถยนต์เบนซิน จำนวน 3 ล้านคันในประเทศไทย ดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว จะช่วยชาติจะประหยัดเงินได้ 9,000 ล้านบาทต่อปี

3. เติมลมยางไม่ขาดไม่เกิน ตรวจเช็กความดันลมยางสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือทุกๆ ระยะทาง 500 กิโลเมตร เพราะหากความดันลมยางต่ำกว่ามาตรฐานทุกๆ 1 ปอนด์ ต่อตารางนิ้ว จะสิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่ม 2%

4. หมั่นทำความสะอาดไส้กรองอากาศ ควรทำความสะอาดไส้กรองอากาศทุกๆ 2-4 สัปดาห์ หรือทุกๆ 2,500 กิโลเมตร เพราะถ้าไส้กรองไม่สะอาดแล้วจะทำให้รถยนต์กินน้ำมันเพิ่มขึ้น 10%

5. ไม่ขับก็ดับเครื่อง ดับเครื่องยนต์ทุกครั้งเมื่อต้องจอดรถเป็นเวลานาน เพราะการติดเครื่องยนต์จอดรถเป็นเวลาเพียง 10 นาที จะเสียน้ำมันไปฟรีๆ 200-400 ซีซี หรือเสียเงินราว 3.35-7.75 บาท

6. ไม่บรรทุกสิ่งของที่ไม่จำเป็น การบรรทุกสิ่งของที่ไม่จำเป็น นอกจากจะสิ้นเปลืองน้ำมันแล้ว ยังทำให้เครื่องยนต์สึกหรอเร็วกว่าที่ควรด้วย หากขับรถโดยบรรทุกของที่ไม่จำเป็น ประมาณ 10 กิโลกรัม เป็นระยะทาง 25 กิโลเมตร จะสิ้นเปลืองน้ำมัน 40 ซีซี

7. บำรุงรักษาเครื่องยนต์ การบำรุงรักษาเครื่องยนต์ให้อยู่ในสภาพดี โดยการเปลี่ยนน้ำมันหล่อลื่นเมื่อถึงกำหนด และตรวจสอบรอยรั่วในระบบน้ำมันเชื้อเพลิง จะช่วยประหยัดน้ำมันประมาณ 3-9%

8. ทางเดียวกันไปด้วยกัน (คาร์พูล) ทางเดียวกันไปด้วยกัน หรือ “คาร์พูล” นอกจากจะทำให้จำนวนรถยนต์ในถนนลดลง การจราจรดีขึ้น ใช้เวลาในการเดินทางลดลงแล้ว ยังทำให้คุณภาพอากาศบนถนนดีขึ้น และผลพลอยได้สุดท้ายคือค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางและบำรุงรักษารถยนต์ลดลงอีกด้วย

9. จอดรถไว้บ้าน การจอดรถไว้ที่บ้าน เมื่อต้องการเดินทางก็ใช้บริการขนส่งสาธารณะ ซึ่งปัจจุบันก็สะดวกสบายขึ้นมาก หรือจะอยู่ที่บ้านโดยใช้การติดต่อทางโทรศัพท์ โทรสาร และอินเทอร์เน็ตแทน ก็เป็นหนทางหนึ่งในการลดการใช้น้ำมันของตนเองและของประเทศได้

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน