เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 มีรายงานข่าวกรณีระบบป้องกันภัยทางอากาศของ คูเวต ได้ยิงเครื่องบินขับไล่ F-15E Strike Eagle ของกองทัพอากาศสหรัฐตกพร้อมกันถึง 3 ลำ เหนือน่านฟ้าคูเวต ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ “ยิงพวกเดียวกันเอง” (Friendly Fire) ที่เกิดจากความผิดพลาดในการระบุฝ่าย แต่โชคดีที่นักบินและเจ้าหน้าที่ระบบอาวุธทั้ง 6 นาย สามารถดีดตัวออกจากเครื่องได้อย่างปลอดภัย และได้รับการช่วยเหลือในเวลาต่อมา
กรณีที่เกิดขึ้น ทำให้เอกสารสำคัญระบุตัวตนและนายทหารต้องพกติดตัวทุกคนที่เรียกว่า “Blood Chit” ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น “ตั๋วแลกชีวิต” ได้รับความสนใจอย่างมากในโลกโซเชียลมีเดีย ดังจะเห็นได้จากเพจทางการทหารได้นำมาอธิบายถึงความสำคัญของเอกสารนี้
Blood Chit มีลักษณะเหมือนแผ่นผ้าพิมพ์ลาย ใช้เป็นเอกสารระบุตัวตนและขอความช่วยเหลือที่นักบินหรือเจ้าหน้าที่ทหารต้องพกติดตัวเมื่อออกปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ห่างไกลหรือในเขตอิทธิพลของศัตรู เหตุที่ต้องใช้แผ่นผ้าหรือหนังทำเอกสาร ก็เพื่อความทนทาน ไม่ขาดหรือเปียกน้ำง่าย บนผืนผ้าจะพิมพ์ข้อความหลายภาษาและมีรูปธงชาติ เพื่อสื่อสารกับชาวท้องถิ่นว่า “โปรดช่วยเหลือนักบินผู้นี้ แล้วรัฐบาลจะให้รางวัลตอบแทนอย่างคุ้มค่า”
Blood Chit มีที่มายาวนานและเป็นที่รู้จักมากที่สุดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อมา ทัพอากาศสหรัฐและอังกฤษได้นำไปใช้อย่างแพร่หลายในสมรภูมิยุโรปและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีการพิมพ์ข้อความหลายภาษา บางครั้งมีมากถึง 15-20 ภาษาในผืนเดียว

กลุ่มนักบินทหารที่ทำให้ Blood Chit ได้รับความสนใจอย่างสูงคือ กลุ่ม Flying Tigers ซึ่งเป็นอาสาสมัครนักบินอเมริกันที่มาช่วยจีนรบกับญี่ปุ่น ช่วงปี ค.ศ. 1942 แผ่นผ้า Blood Chit ของนักบินกลุ่มนี้จะมีรูปธงชาติจีน พร้อมข้อความภาษาจีนที่แปลว่า “ชาวต่างชาติผู้นี้มาช่วยจีนรบ โปรดช่วยเหลือและส่งตัวคืนแก่ทางการ แล้วท่านจะได้รับรางวัล”
สาเหตุที่เรียกเอกสารนี้ว่า Blood Chit มีที่มาจากแสลงในภาษาอังกฤษที่ได้รับอิทธิพลจากอินเดีย คำว่า Chit หมายถึงเอกสารขนาดเล็กหรือบัตรผ่าน มาจากคำว่า จิตถี (citthi) หมายถึง “จดหมาย” ในภาษาฮินดู ส่วนคำว่า Blood นั้น สื่อความหมายถึงสถานการณ์ที่คับขัน ส่งผลต่อความเป็นตายของเจ้าของเอกสาร
นักบินทหารทุกวันนี้ยังคงพก Blood Chit อยู่ แต่มักจะเก็บไว้ในที่ลับ เช่น เย็บติดไว้ด้านในของแจ๊กเกตนักบิน หรือเก็บไว้ในกระเป๋าชุดยังชีพ นอกจากนี้ ในยุคสงครามสมัยใหม่ Blood Chit ยังมีรหัสลับเฉพาะตัว เพื่อให้รัฐบาลสามารถตรวจสอบได้ว่าชาวบ้านที่มาขอรับรางวัลนั้น ได้ช่วยเหลือนักบินคนนั้นจริงๆ หรือไม่

นอกจากนี้ ในปัจจุบัน Blood Chit ยังกลายเป็นของสะสมที่มีมูลค่าสูงในนักสะสมข้าวของเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ทางการทหาร โดยเฉพาะแผ่นผ้า Blood Chit จากสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเวียดนาม ซึ่งมีการพิมพ์ข้อความหลายภาษา ทั้งภาษาอังกฤษ, ไทย, ลาว, เวียดนาม และกัมพูชา และบางแผ่นผ้ามีถึง 7 ภาษา ได้แก่ภาษาฝรั่งเศส, เวียดนาม, ไทย, ลาว, จีน, เกาหลี และญี่ปุ่น
ที่มา : Wikipedia, slate.com
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES, Intrepid Sea, Air and Space Museum



