เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ที่รัฐสภา นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง กล่าวถึงคดีฮั้ว สว. ว่า ในส่วนของ กกต. คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนที่ 26 มีความเห็นสั่งฟ้องผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกว่า 200 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งคณะกรรมการ กกต. ได้ตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ที่มาทำหน้าที่สืบสวนพิจารณาว่า สมควรสั่งฟ้องตามคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 หรือไม่ ถ้าคณะอนุกรรมการชุดนี้มีความเห็นไม่ควรสั่งฟ้องก็ถือว่าจบ ในส่วนของคดีอั้งยี่-ซ่องโจร ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ดูแลมีความเห็นสั่งฟ้อง 8 คน ซึ่งเป็น สว. 2 คน และ 1 คน เป็นอดีต สส. ส่วนอีก 5 คน เป็นผู้พลีชีพในเพจ จ.สุราษฎร์ธานี แต่อัยการตีสำนวนกลับและบอกว่าอย่าทำสำนวนชุ่ยๆ ก่อนหน้านี้ตนเคยแฉอำนาจเจริญโมเดล โดยมี นาง “ญ.” มือขวาของเจ๊ใหญ่เมืองอำนาจเจริญ ที่กำลังจะได้ดิบได้ดีในอีกไม่กี่เดือน โอนเงินให้กับอดีต สส.สุราษฎร์ธานี จำนวนหลายแสนบาทซึ่งถูกนำไปกระจายต่อ
“คำถามคือถ้าดูจากเส้นทางการเงิน เงินมาจากอำนาจเจริญ แล้วมากระจายที่สุราษฎร์ธานี เมื่อสุราษฎร์ธานีโดน ทำไมอำนาจเจริญถึงไม่โดน คำตอบอาจเป็นว่า ถ้าอำนาจเจริญโดน มันก็ใกล้บุรีรัมย์ ใกล้อ่างทอง ใกล้อุทัยธานี เพราะมีเส้นเงินไปถึง” นายภัทรพงศ์ กล่าว
นายภัทรพงศ์ กล่าวต่อว่า อยากเห็น พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งได้ข่าวว่าจะถูกเก็บเข้ากรุ ตนจึงอยากเห็นการพลีชีพ เหมือนกับอดีตผู้ว่าการรถไฟ ที่ก่อนจะออกจากตำแหน่ง ได้เซ็นแต่งตั้งทนายซึ่งนำไปสู่การส่งคดีเขากระโดง เข้าสู่กระบวนการสั่งฟ้อง จึงอยากเห็นอธิบดีดีเอสไอทำเช่นนั้น ออกหมายเรียก ออกหมายจับที่อำนาจเจริญโมเดล
นายภัทรพงศ์ กล่าวอีกว่า โดยล่าสุดทราบว่า กกต. ได้ทำหนังสือ สอบถาม DSI ว่าในสำนวนอั้งยี่และฟอกเงิน มีการสั่งฟ้องกรรมการบริหารพรรคและคนของพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ ซึ่ง DSI ยืนยันว่าไม่มี ทำให้คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ได้จัดทำข้อสรุป เพื่อตัดจบคดี และทำให้พรรคภูมิใจไทยรอดจากคดีฮั้ว สว.
ทั้งนี้นายภัทรพงศ์ ได้เปิดภาพ ร.ต.อ.ปิยะ ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการในคณะอนุกรรมการชุดวินิจฉัยฯ ไปยกมือไหว้ ให้การต้อนรับ นายอนุทิน ที่สนามบินสตึก จ.บุรีรัมย์ ขณะไปเปิดงานสนามเปิดฤดูกาล “MotoGP” 2026 พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การมีพฤติกรรมเช่นนี้ ทั้งที่เป็นผู้ที่ต้องตัดสินคดีของนายอนุทิน และมีกระแสข่าวว่าจะได้เป็นอธิบดี DSI คนต่อไป จึงทำให้เชื่อว่าหาก ร.ต.อ.ปิยะ มาดำรงตำแหน่งจริง คดีนี้ก็จะจบด้วยการสั่งไม่ฟ้องหรือไม่



