แสดงจุดยืนชัดเจน แม้คณะกรรมการสรรหาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ “หมอไห่” นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. มีลักษณะต้องห้ามถือเป็นผู้สละสิทธิ ว่า ตามมติคณะกรรมการสรรหาฯ มาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ.กสทช. แต่เมื่อวันที่ 27 ก.ค. นพ.สรณ เข้าร่วมประชุม กสทช. แม้จะไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะไม่ครบองค์ประชุม โดยกล่าวว่าเป็นการประชุมตามที่ได้กำหนดนัดไว้อยู่แล้วตามปกติ หลังเปิดประชุมก็ให้ฝ่ายเลขาฯ จดบันทึกอย่างครบถ้วน ถึงกรณีที่กรรมการสรรหาฯ ระบุว่าตนสละสิทธิจากตำแหน่งประธาน กสทช. ก็ขอยืนยันไม่เห็นด้วย โต้แย้งตลอดต่ออำนาจกรรมการสรรหาฯ กำลังใช้สิทธิทางศาล ด้วยการยื่นต่อศาลปกครองภายใน 90 วัน จึงเป็นเรื่องที่ยังไม่มีข้อยุติ

“การพ้นจากตำแหน่งจะต้องเป็นไปตามมาตรา 20 วรรคสอง ของ พ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่ คือต้องมีการทูลเกล้าฯ ถ้าพ้นจากตำแหน่งให้นำความกราบบังคมทูลฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ (รธน.) การเข้ารับหรือพ้นตำแหน่งก็ต้องมีการโปรดเกล้าฯ ดังนั้นตราบใดที่ยังไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง ผมก็ยังมีหน้าที่ที่จะปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายต่อไป” นพ.สรณ กล่าว

นพ.สรณ กล่าวว่า การประชุมวันนี้มีวาระสำคัญที่ต้องทำให้เป็นไปตามกฎหมาย ถ้าไม่ประชุมก็จะเกิดความเสียหายได้ ทุกคนก็ต้องช่วยกันรับผิดชอบ ซึ่งกรรมการมีทั้งหมด 6 คน ระหว่างที่ตนชี้แจงก็มีกรรมการ 3 คนเดินออกจากห้องประชุม ทำให้องค์ประชุมไม่ครบ เมื่อรอเวลา แล้วก็เลยเลื่อนประชุม นัดใหม่อีกครั้ง 5-6 สิงหาคม

“อย่างที่ผมเรียนไม่มีอะไรใหญ่ไปกว่าพระบรมราชโองการ คำวินิจฉัยก็ไม่ได้ใหญ่ไปกว่าพระบรมราชโองการ ยังต้องปฏิบัติตามหน้าที่จนกว่าจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง เพราะที่ผ่านมาก็มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้มาทำหน้าที่ ให้มาใช้ดุลพินิจ” นพ.สรณ กล่าว
 
สำหรับระเบียบวาระการประชุมบอร์ด กสทช. ครั้งที่ 22/2569 มีเข้าร่วมประชุมด้วยกัน 6 คนจาก 7 คน ประกอบด้วย นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ  น.ส.พิรงรอง รามสูต นายต่อพงศ์ เสลานนท์ นายศุภัช ศุภชลาศัย พลตำรวจเอก ณัฐธร เพราะสุนทร สำหรับ นายสมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ ลาประชุม อย่างไรก็ตาม บอร์ด กสทช. 3 คน  คือ พล.อ.ท.ดร.ธนพันธ์ุ น.ส.พิรงรอง นายศุภัช ได้เดินออกจากห้องประชุมบอร์ด กสทช. เนื่องจาก หวั่นทำหน้าที่ผิดกฎหมาย คัดค้าน ไม่ให้มีการเปิดประชุม เนื่องจากได้รับจดหมายจากคณะกรรมการสรรหา กสทช. เรื่องการขาดคุณสมบัติของ ประธาน กสทช. หวั่นเกรงว่าจะกระทบต่อมติต่างๆ ที่อาจได้รับผลกระทบจากการประชุมครั้งนี้

ด้าน “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการทูลเกล้าฯ นพ.สรณ กรณีขาดคุณสมบัติ ว่า มีการดำเนินการตามขั้นตอน กฎหมายระบุว่าต้องให้ สว.มีมติออกมา เมื่อผลของวุฒิสภาออกมาอย่างไร ก็ทำตามนั้น ไม่มีทางที่จะทำผิดกฎหมาย ผิด รธน. เมื่อถามว่าประธาน กสทช. ออกมาระบุเมื่อเช้าวันเดียวกันนี้ว่าไม่รับมติคณะกรรมการสรรหาที่บอกว่าขาดคุณสมบัตินั้น นายกฯ กล่าวว่า ทุกคนทำหน้าที่ของตนเอง ซึ่งวันที่มีมติของคณะกรรมการสรรหาออกมา ก็ถามนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ เนื่องจากมีข่าวว่า ต้องเร่งดำเนินการทูลเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง แต่นายปกรณ์ ก็ให้ความเห็นว่าต้องรอที่ประชุมวุฒิสภา “เมื่อเรื่องจากวุฒิสภามาถึงผมเมื่อไหร่ ผมก็ต้องลงนาม ผมใช้ดุลพินิจไม่ได้”

ก่อนหน้านั้น “รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล” นักวิเคราะห์การเมือง กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการสรรหา กสทช. มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ “นพ.สรณ” มีลักษณะต้องห้าม ถือเป็นผู้สละสิทธิว่า ตามมติคณะกรรมการสรรหาฯ มาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ.กสทช. ได้มีมติแล้วว่า นพ.สรณขาดคุณสมบัติและถือว่าสละสิทธิการเป็น กสทช. เนื่องจากไม่ได้ปฏิบัติงานเต็มเวลา ส่งผลให้สถานภาพการเป็นประธาน กสทช. สิ้นสุดลงและไม่มีผลทางกฎหมายใดๆ อีกต่อไป แม้ นพ.สรณ จะมีสิทธิไปร้องเรียนต่อศาลปกครองเพื่อต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมได้ก็ตาม หากเจ้าหน้าที่ กสทช. คนใดยังคงอำนวยความสะดวกให้กับ นพ.สรณ เช่น การให้ใช้รถประจำตำแหน่ง ห้องทำงาน หรือเบิกจ่ายเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยง เจ้าหน้าที่เหล่านั้นอาจมีความผิดถึงขั้นติดคุกได้ ตนขอให้เจ้าหน้าที่ตระหนักว่าไม่ควรเอาอนาคต และครอบครัวมาเสี่ยงเพื่อร่วมรับผิด

อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.ธนพร ได้ฝากข้อเสนอไปถึงนายกฯ ว่า หากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ และบอร์ด กสทช.ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ นายกฯ ควรพิจารณาออก พ.ร.ก. ยุบ กสทช. ทิ้ง เพราะได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าองค์กรนี้ไม่มีประโยชน์ และทำให้สูญเสียเงินภาษีของประชาชนไปโดยเปล่าประโยชน์

จับท่าทีของ “นพ.สรณ” นั่นหมายความว่า ขอรอกระบวนการ โปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง ซึ่งต้องรอดูว่า จะมีกระบวนการโต้แย้งทางกฎหมายหรือไม่ ขณะที่ท่าที นายอนุทิน ก็ขอรอมติของวุฒิสภา นั่นหมายความว่า เรื่องนี้ยังไม่จบง่ายๆ ต่างฝ่ายต่างก็ใช้กฎหมายมาหักล้างกัน

ส่วนประเด็น “เรื่องฮั้ว สว.” หลังพรรคประชาชน (ปชน.) ยังเดินหน้าเปิดเผยความผิดปกติที่เกิดขึ้นในกระบวนการนี้อย่างต่อเนื่อง ภายหลังการประชุม ครม. “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์กรณีประเด็นการฮั้ว สว.จะกระทบเสถียรภาพรัฐบาลหรือไม่ว่า เสถียรภาพรัฐบาลจะยิ่งแน่นขึ้น เนื่องจากมีความมั่นใจซึ่งกันและกันว่าเราไม่ได้ทำ ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่รัฐบาลจะไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ที่ผ่านมาไม่มีหน่วยงานใด เชิญไปให้ข้อมูล ให้การเป็นลายลักษณ์อักษรตั้งปีกว่าแล้ว ส่วนการยื่นฟ้องนายยิ่งชีพ ดำเนินการตามสิทธิที่มีอยู่ มีช่วงเวลาให้ทนายความไปหาข้อมูลประกอบคำฟ้อง เมื่อถามต่อว่าในส่วนของพรรคภท.ต้องตั้งวอร์รูมรับมือเรื่องนี้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีวอร์รูมที่จะไปสู้เรื่องพวกนี้ เมื่อไม่เกี่ยวข้องแล้วจะไปตั้งทำไม  เมื่อถามอีกว่ามั่นใจใช่หรือไม่ว่าเรื่องฮั้ว สว.จะไม่สามารถดึงพรรค ภท.ลงได้ นายอนุทิน กล่าวว่า พรรค ภท.ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ก่อนเลือก สว. 1 เดือน ได้ออกหนังสือแจ้งเตือนไปยังสมาชิกพรรคทุกคนห้ามเกี่ยวข้อง ข้องแวะใดๆ เพราะไม่มีประโยชน์ใดๆ เกิดขึ้น หนังสือนั้นยังอยู่แต่ผู้สื่อข่าวก็ไม่เคยเอามาเผยแพร่ 

เมื่อถามถึงกรณีมีการตั้งข้อสังเกตว่า มีการรวมตัวกันที่โรงแรมพูลแมนเพื่อพูดคุยเรื่องฮั้ว สว. นายกฯ ได้เดินทางไปที่โรงแรมพูลแมน หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า โรงแรมพูลแมน ต้องถามว่าวันไหนตนไม่ไป อย่าถามว่าไปวันไหน ตนอยู่ตรงนั้นมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ตั้งแต่ก่อนมาเป็นรองนายกฯ  ส่วนได้คุยเรื่อง สว.หรือไม่นั้น ตนอยู่ที่พูลแมนเช้าจดค่ำทุกวัน คนเป็นหมื่นเป็นพันคน มีแต่คนเข้ามาขอถ่ายภาพ ไม่เคยเข้าไปขอใคร เมื่อถามย้ำอีกว่าได้ทักทายกับคนที่ไปเป็น สว.หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “เพียบ โรงแรมนี้เหมือนสมัยก่อนแถวพญาไท ราชเทวี ที่เป็นที่รวมตัวของคน เพราะมีร้านอาหารต่างๆ เป็นเรื่องปกติ ไม่มีแสดงอะไรทั้งนั้น ถามตนก็ต้องตอบว่า ไม่เกี่ยวกับเรื่องฮั้ว สว.”

ส่วน “นายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม” สว. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พยานคดีโกงเลือก สว. เปิดข้อมูลว่ามีส่วนร่วมขบวนการและพบเส้นเงินเกี่ยวข้องว่า พยานที่ออกมาให้ข้อมูลคือ นายสนั่นชัย ช่วยอุดมวิจิตร ซึ่งเคยเป็นผู้สมัคร สว. และเคยเป็นอดีตผู้ช่วยประจำตัวของตนจริง การพยายามโยงข้อมูลว่า มีส่วนทำให้เกิดการฮั้ว สว. นั้นไม่เป็นความจริง เป็นการกล่าวร้าย ซึ่งก่อนหน้านี้ได้แจ้งความดำเนินคดีกับนายสนั่นชัยในกรณีแจ้งเท็จที่ สภ.หนองบัวลำภูแล้ว และจากนี้อยู่ระหว่างพิจารณาข้อมูล และคลิปที่นายสนั่นชัยออกมาพูด เพื่อฟ้องหมิ่นประมาท

“อยากให้สังคมตรวจสอบประวัตินายสนั่นชัยว่าเป็นอย่างไร คนในจังหวัดรู้ดี ขณะนี้ยังมีคดีที่เกี่ยวกับกองทุนหมู่บ้านอีกด้วย การที่นายสนั่นชัยออกมาบอกข้อมูล และพยายามเชื่อมข้อมูลมายังผมที่เป็นการกล่าวหา รู้ว่าคืออะไรและเหตุผลที่ผมปลดออกจากตำแหน่งผู้ช่วย สว. เพราะทราบว่าไปรับจ้างจากฝ่ายตรงข้าม ให้มาเล่นงาน เพื่อหวังว่าหากผมถูกพ้นตำแหน่ง สว.แล้ว สว.สำรองจะได้รับเลื่อนมาแทน ซึ่งทั้งหมดล้วนมีประเด็น ผลประโยชน์ทับซ้อน ทั้งนี้การเปิดข้อมูลของเรื่องนี้ ขอเรียกร้องให้ช่วยตรวจสอบพยานที่เอามาด้วยว่าเป็นกลุ่มที่ร่วมฮั้ว แต่แพ้หรือไม่” นายสรชาติ กล่าว

ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับคดี ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน ก็ต้องรอดูฝ่ายค้าน สว.สำรอง และบรรดาผู้เคลื่อนไหวในเรื่องนี้ จะนำเสนอข้อมูลเพิ่มเติมอีกหรือไม่ และในสำนวนของ กกต. จะมีรายละเอียดต่างๆ ที่มีการกล่าวหาอยู่ในสำนวนหรือไม่

“ทีมข่าวการเมือง”