จากกรณีคณะพนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ออกหมายจับ นายเบน สมิธ อายุ 47 ปี นักธุรกิจชาวต่างชาติ และ น.ส.แคทรียา บีเวอร์ อายุ 40 ปี ภรรยา ในคดีร่วมกันฉ้อโกงหลอกลงทุนธุรกิจหลายโครงการ ก่อนที่ต่อมา นายวิฑูรย์ เก่งงาน ทนายความของนายเบน สมิธ จะออกมาแถลงข่าวตอบโต้ พร้อมมองว่ามีนัยทางการเมืองแอบแฝง ตามที่เคยมีการนำเสนอไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีดังกล่าวล่าสุด เมื่อวันที่ 4 มี.ค. พล.ต.ต.เอนก เตาสุภาพ ผบก.ปทส. หนึ่งในคณะพนักงานสอบสวนคดีดังกล่าวของ บช.ก. เปิดเผยว่า ตนได้รับทราบข้อมูลที่ทางทนายความฝ่ายผู้ต้องหาแถลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนกรณีที่ทนายระบุว่าลูกความไม่ยอมกลับมาสู้คดีเพราะไม่เชื่อถือในกระบวนการยุติธรรมนั้น ในส่วนของตำรวจ เมื่อมีการออกหมายจับและทราบแน่ชัดว่าผู้ต้องหาหลบหนีออกนอกราชอาณาจักร ขั้นตอนต่อไปคือการดำเนินการออกหมายแดงเพื่อสืบสวนติดตามจับกุม ตามที่เคยมีข่าวปรากฏไปก่อนหน้านี้ ซึ่งขณะนี้ทราบพิกัดแล้วว่า เบน สมิธ พำนักอยู่ที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)

ส่วนประเด็นที่ทนายความตั้งข้อสงสัยว่ามีความพยายามบิดเบือนให้กลายเป็นคดีอาญา พล.ต.ต.เอนก ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ตนเข้าใจว่าทางทนายความก็ต้องทำหน้าที่ปกป้องลูกความ ซึ่งสิ่งที่ทนายแถลงเมื่อวาน ตนรับรู้ทั้งหมด แต่ไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะพูดคุยถึงรายละเอียดได้ จึงอยากให้ประชาชนรอติดตามความคืบหน้าต่อไป ส่วนที่มีการพาดพิงถึงกรณีของ “ดิไอคอน” ว่าทำงานล่าช้ามากกว่าคดีดังกล่าวนั้น ยืนยันว่าพนักงานสอบสวนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ปฏิบัติหน้าที่สืบสวนสอบสวนมาเป็นเวลานานแล้ว ไม่อยากให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดตามคำแถลงดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้ที่ผ่านมาจะมีการออกหมายจับผู้ต้องหาคนสำคัญในคดีอย่างนายเบน สมิธ และภรรยาไปแล้ว แต่ในส่วนการดำเนินการทางคดีของเจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดีดังกล่าวของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ยังคงขยายผลสืบสวนสอบสวน ตรวจสอบข้อเท็จจริงทางคดีอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีการเรียกสอบกลุ่มพยานบุคคลที่เป็นกรรมการบริษัทต่าง ๆ ที่นายเบน สมิธ ใช้แอบอ้างกับผู้เสียหายเพิ่มเติมอีกหลายปาก เพื่อพิสูจน์ทราบให้แน่ชัดว่า กลุ่มบุคคลเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดด้วยหรือไม่ หากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง ก็จะมีการพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาเช่นเดียวกัน

ขณะเดียวกัน ในส่วนของการสืบสวนติดตามตัวนายเบน สมิธ และภรรยามาดำเนินคดีนั้น เบื้องต้นทางคณะพนักงานสอบสวนได้เตรียมทำหนังสือประสานไปยังกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อพิจารณาดำเนินการออกหมายแดงผู้ต้องหาทั้งสองราย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการออกมาเคลื่อนไหวของทนายความฝ่ายผู้ต้องหาจะพยายามโต้แย้งว่าคดีดังกล่าวเป็นเรื่องทางแพ่ง ไม่ใช่คดีอาญา แต่ทางชุดคลี่คลายคดีก็ไม่ได้หนักใจ และมั่นใจในพยานหลักฐานที่มีอยู่ โดยเฉพาะหลักฐานต่าง ๆ ที่บ่งชี้ว่ากลุ่มผู้ต้องหาไม่ได้มีการนำเงินของผู้เสียหายไปลงทุนซื้อหุ้นบริษัทตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด ซึ่งส่อให้เห็นถึงแผนประทุษกรรมที่กลุ่มผู้ต้องหาพยายามกุเรื่องขึ้นมาเพื่อหลอกลวงเงินจากผู้เสียหายโดยเฉพาะ