วันที่ 4 ก.ค. ที่รร.รอยัลริเวอร์ ในงานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติครบรอบ 29 ปี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลผลักดันนโยบายสำคัญที่กำหนดให้ปีนี้เป็นปีแห่งการลงทุนอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2570 จะมีสัดส่วนงบลงทุนลดลงแต่รัฐบาลสามารถเพิ่มการลงทุนโดยเพิ่มสัดส่วนการลงทุนผ่านการขับเคลื่อนการลงทุนนอกงบประมาณ เช่น การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) และการดึงเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เพื่อลดภาระการกู้เงินของภาครัฐโดยตรง

นายเอกนิติ กล่าวว่า ในฐานะประธานบอร์ดของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้ตั้งเป้าหมายผลักดันเงินลงทุน FDI ในโครงการ “Thailand FastPass” ให้ได้ประมาณ 9 แสนล้านบาทถึง 1 ล้านล้านบาท เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการดันเศรษฐกิจไทยและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวของประเทศ

ทั้งนี้ กลยุทธ์สำคัญคือการเปลี่ยนผ่านโดยกำหนดให้ Thailand FastPass กำหนดเงื่อนไขให้ผู้รับการส่งเสริมการลงทุนต้องลงเงินจริงอย่างน้อย 20% ภายในปีนี้ นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นโครงการ Skill Bridge หรือสะพานเชื่อมทักษะ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาทักษะแรงงานไทยรองรับอุตสาหกรรมใหม่

สำหรับข้อจำกัดของเรื่องงบประมาณที่มีการจัดสรรงบลงทุนต่ำกว่าเดิม เนื่องมาจากในปัจจุบันงบประมาณแผ่นดินมีอยู่อย่างจำกัด และสัดส่วนงบลงทุนที่ดูน้อยลงเกิดจากการปรับปรุงความโปร่งใส ส่วนที่เห็นว่างบลงทุนในปีนี้ดูน้อยกว่าปีที่แล้ว เป็นเพราะรัฐบาลยกระดับความโปร่งใส โดยการเปิดเผยค่าใช้จ่ายประจำที่เคยถูกหมกเม็ดไว้ให้ชัดเจน ส่งผลให้สัดส่วนงบประจำสูงขึ้นและงบลงทุนดูน้อยลงในเชิงตัวเลข แต่ก็สามารถเพิ่มการลงทุนให้เพิ่มขึ้นจากการลงทุนของภาคเอกชน และการลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลจะเข้าไปขับเคลื่อนในเรื่องนี้อย่างจริงจังต่อไป

ส่วนกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ นัดชี้ขาด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเพื่อแก้วิกฤติพลังงาน ซึ่งเป็นในส่วน 2 แสนล้านบาทหลัง ว่าขณะนี้ พ.ร.ก.ถือว่ามีผลบังคับใช้และรัฐบาลได้มีการดำเนินการในเรื่องนี้เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และเป็นเรื่องที่ต้องเร่งทำทันทีมเพราะหากประเทศไทยเปลี่ยนผ่านช้าเกินไป อาจเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจที่หนักหน่วงขึ้น ดังนั้นการใช้เงินตาม พ.ร.ก. จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศ

ทั้งนี้ ประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ มีสัดส่วนกว่า 10% ของจีดีพี ซึ่งสูงเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน โดยในช่วงที่เกิดวิกฤติในตะวันออกกลางในช่วง 2 เดือนล่าสุด ไทยเผชิญการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเกือบ  5 แสนล้านบาท ซึ่งทำให้เห็นถึงความจำเป็นว่าประเทศไทยต้องมีการเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่เช่นนั้นจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ รวมทั้งวิกฤติค่าครองชีพในอนาคต 

นายเอกนิติ กล่าวว่า การรัฐบาลได้กำหนดวัตถุประสงค์การใช้เงินกู้เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานไว้ 3 ด้านหลักและพร้อมเดินหน้าต่อทันทีหากคำพิพากษาของศาลไม่ได้สั่งระงับการดำเนินการ ได้แก่

1.การเปลี่ยนผ่านด้านการใช้พลังงาน ที่มุ่งเน้นการใช้พลังงานสะอาด เช่น แสงแดด โซลาร์เซลล์ โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนลดรายจ่ายค่าไฟฟ้าและสามารถขายไฟฟ้าคืนได้ (Net Metering) ซึ่งจำเป็นต้องมีการลงทุนปรับปรุงระบบสายส่ง (Grid) ให้รองรับการซื้อขายไฟฟ้า และการขายไฟฟ้าคืนในระบบได้ 

2.การเปลี่ยนผ่านด้านการขนส่ง (Transportation) โดยลดการนำเข้าน้ำมันดีเซลซึ่งมีมูลค่าสูงมาก โดยเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในภาคขนส่ง หรือใช้พลังงานทดแทนที่ผลิตได้เองในประเทศ เช่น น้ำมันไบโอดีเซล B20 หรือเอทานอล (น้ำมันบนดิน)

3.การเปลี่ยนผ่านด้านบุคลากรที่มุ่งเน้นการสร้างทักษะ และพัฒนาคนไทยให้เข้าสู่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้แรงงานไทยเก่งขึ้นและมีรายได้สูงขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้

นอกจากนี้ในการเปลี่ยนผ่านพลังงานนอกจากวงเงินกู้ตาม พ.ร.ก. รัฐบาลจะใช้การระดมทุนในรูปแบบต่างๆ เช่น กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) มาลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โซลาร์ฟาร์มของการไฟฟ้า แทนการกู้เงินโดยตรง เพื่อลดภาระหนี้สาธารณะ นอกจากนี้จะมีการใช้เงินจากกองทุนพลังงานทดแทนเข้ามาช่วยเสริมในการปฏิรูปและเปลี่ยนผ่านธุรกิจไปสู่พลังงานสะอาด