หลังสำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ผลการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี ประเทศเนปาล โดยนับคะแนนไปแล้วเกินกว่า 70% ปรากฏว่า “นายบาเลน ชาห์” (Balendra Shah) อดีตแร็ปเปอร์ที่ผันตัวมาเป็นนักการเมือง มีคะแนนนำโด่ง นายเค.พี. ชาร์มา โอลี อดีตนายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนนเสียงมากกว่า 47,500 เสียง ส่วนโอลีตามมาที่ราว 12,600 เสียง ซึ่งมากเกินกว่าเท่าตัว นั่นก็เท่ากับว่า “ชาห์” คือ ผู้ชนะการเลือกตั้ง และเตรียมขึ้นเป็น นายกรัฐมนตรีเนปาล คนใหม่อย่างแน่นอน

สำหรับประวัติของ “บาเลน ชาห์” เกิดวันที่ 27 เมษายน 1990 (ปัจจุบันอายุ 35 ปี) ครอบครัว: พ่อเป็นแพทย์แผนอายุรเวท เขาเป็นลูกคนสุดท้องในบรรดาพี่น้อง 4 คน “ชาห์” จบวิศวกรรมโยธา จากมหาวิทยาลัยนานาชาติ himalayan whitehouse จบปริญญาโท (MTech) สาขาวิศวกรรมโครงสร้างจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีวิสเวสวารายา (VTU) รัฐกรณาฏกะประเทศอินเดีย “ชาห์” ได้รับทุนวิจัยจากมหาวิทยาลัยกาฐมาณฑุ เพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก สาขาวิศวกรรมโยธาในหัวข้อ “การอนุรักษ์โครงสร้างมรดกของชาวเนวาเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ”

ประวัติทางการเมือง (2022–2026) แรกเริ่มเดิมที เขาลงสมัครเลือกตั้ง “นายกเทศมนตรีของเมืองกาฐมาณฑุ” โดยเมื่อ 4 ปีก่อน ตอนนั้นเขาโดนมองว่าเป็น “ตัวตลกทางการเมือง” โดยไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าเขาจะชนะการเลือกตั้ง เพราะความเป็นผู้สมัครหน้าใหม่ ไม่ได้เน้นฐานเสียงกลุ่มชาติพันธ์ุ ทั้งยังออกหาเสียงกับกลุ่มเด็กวัยรุ่น Gen Z ที่เข้าถึงเพลงและดนตรีของเขาเท่านั้น

ตำนานการเมืองใหม่ “ชาห์” เขาเข้าวงการเพลงในปี 2010 มีอัลบั้มดังที่เป็นที่นิยมหลายอัลบั้ม ส่วนมาก เพลงของเขาจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับความลำบากของประชาชนคนเมือง สะท้อนสังคมในแง่มุมของความไม่เท่าเทียม ท้ายที่สุด พลังขอ Gen Z กลับทำให้เขาประสบความสำเร็จ จนได้ตำแหน่งเป็น “นายกเทศมนตรีของเมืองกาฐมาณฑุ” หลังจากเขาได้รับตำแหน่งแล้วก็สร้างผลงานด้วยการพัฒนาท้องที่ให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน ด้วยนโยบาย จัดการขยะ ปรับปรุงระบบสาธารณสุข และการศึกษา เขาได้รับความนิยมอย่างสูงจากการลงพื้นที่จริงและใช้ความรู้ทางวิศวกรรมมาแก้ปัญหาเมือง

ปลายปี 2025 เกิดการจลาจลขึ้นของกลุ่มเด็ก Gen Z หลังจากมีคนพบเห็นไอจีของลูกหลานนักการเมืองชั้นนำของประเทศนี้ใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟู่ฟ่าในขณะที่ประชาชนอยู่กันอย่างอดอยาก ประชาชนไม่พอใจออกมาเคลื่อนไหว แต่รัฐบาลกลับตอบโต้ด้วยการใช้กำลังปราบผู้ชุมนุมอย่างรุนแรงจนกลายเป็นเหตุวุ่นวายทั่วประเทศ จนสุดท้าย “นายกรัฐมนตรี” ต้องสละอำนาจและหลบหนีออกนอกประเทศ

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ “ชาห์” โดน “อดีตขั้วรัฐบาล” โจมตีอย่างหนัก กล่าวหาว่า เขาเป็นคนยุยงปลุกปั่นให้วัยรุ่นออกมาชุมนุม ขณะที่ “ชาห์” ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ทั้งยังระบุว่า เขาและทีมงานทำได้เพียงดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนเท่านั้น อีกทั้งกลุ่มผู้ชุมนุมมีสิทธิที่จะชุมนุมได้อย่างเต็ม ส่วนเขาไม่สามารถออกไปร่วมชุมนุมได้ เพราะว่าอายุเกินเกณฑ์ (คนที่ชุมนุมต้องมีอายุต่ำกว่า 28 ปี) ซึ่งก็ตรงกับความเป็นจริง เพราะที่ผ่านมา “ชาห์” คอยดูแลความปลอดภัยให้แก่ผู้ชุมนุม สนับสนุนอาหารและน้ำดื่ม ส่วนการแสดงความเห็นเกี่ยวกับการชุมนุม “ชาห์” ไม่ได้สนใจที่จะใช้โอกาสเหล่านี้โจมตีใครแต่อย่างใด นั่นจึงทำให้ภาพลักษณ์ของเขา “ขาวสะอาด”

ต่อมาเนปาลได้จัดตั้ง “รัฐบาลรักษาการ” ก่อนจะจัดการเลือกตั้งซึ่ง “ชาห์” ถือเป็นตัวเลือกแรก ๆ ของผู้ชุมนุมวัยรุ่น แต่กลับกลายเป็นว่า เค้าเลือกที่จะถอยฉากออกมา แล้วไปสนับสนุน “อดีตผู้พิพากษาหญิง ซูชีเลีย คาครี” ผู้มีชื่อเสียงในเรื่องของการปราบปรามทุจริตขึ้นมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรักษาการแทน ณ จุดนี้แสดงให้เห็นว่า เขามีจุดยืนทางการเมืองที่จะลงรับสมัครเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี หลังจากสิ้นสุดการดูแลของรัฐบาลรักษาการแล้ว

ในช่วงของการหาเสียงเลือกตั้ง ปรากฏว่า กระแสของ “บาเลนดรา ชาห์” มีเสียงตอบรับแบบแรงสุด โดยเฉพาะเทรนด์การแต่งกายแบบ “เสื้อสีดำ-ใส่แว่นกันแดด-ผ้าพันคอสีแดง” กลายเป็นสิ่งฟีเวอร์ในกลุ่มเด็กวัยรุ่น จนทำให้สินค้าเหล่านี้ขาดตลาด ขณะที่การหาเสียงของ “ชาห์” กลับไม่เหมือนนักการเมืองรายอื่น ๆ

เขาไม่สนใจสื่อกระแสหลักเลย เรียกว่าแทบจะไม่ออกทีวีก็ว่าได้ เพราะเขารู้อยู่แล้วว่า กลุ่มฐานเสียงของเขาไม่ค่อยดูทีวี จึงไปเน้นการสื่อสารผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กทาง เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และ ทวิตเตอร์ หรือ X ที่มีผู้ติดตามหลายล้านคน ด้วยประสบการณ์ทางการเมืองที่เจาะกลุ่มแก้ปัญหาแบบตรงจุด ฉุดกระแสความคิดและความนิยมได้อย่างต่อเนื่อง นั่นจึงทำให้เขาประสบความสำเร็จในการพิชิต ตำแหน่งผู้นำประเทศเนปาล ดังที่เราเห็นกันอยู่.