นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อประเมินและหาแนวทางรับมือผลกระทบจากความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ว่า ได้สั่งการให้เร่งหาตลาดทดแทนทั้งระยะใกล้และระยะกลางเพื่อรักษาระดับนักท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์และอีสเตอร์ มุ่งเป้าคงจำนวนนักท่องเที่ยวรวมตลอดปีนี้ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคน
ด้าน น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า กรณีเลวร้ายที่สุดที่ปัญหาลากยาว อาจทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติโดยรวมทั้งปีลดลง 6-8% จากปีที่แล้วมีจำนวน 33 ล้านคน แต่หากสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ได้ดี ทิศทางนักท่องเที่ยวยังคงมีสัญญาณบวกและอาจเติบโตได้ 4-6% โดย ททท.จะรักษาเป้าหมายนักท่องเที่ยวรวมไม่ให้ต่ำกว่า 30 ล้านคน จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 36.7 ล้านคน
อย่างไรก็ดี หากบริหารจัดการได้ดี ททท. มองเห็นโอกาสสำคัญท่ามกลางวิกฤตินี้ ถือเป็นจังหวะในการแสดงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการบิน เพื่อทดแทนการแวะพักในตะวันออกกลาง โดยจากการหารือกับผู้อำนวยการบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ได้ให้ความร่วมมือเต็มที่ที่จะจัดสรรสล็อตการบินหรือตารางการบิน ที่ยังพอมีเหลืออยู่ตามท่าอากาศยานต่างๆ ทั้งสุวรรณภูมิ ดอนเมือง อู่ตะเภา กระบี่ และเชียงใหม่ เพื่อนำเสนอให้กับสายการบินจากยุโรป เช่น แอร์ฟรานซ์ (Air France), ลุฟท์ฮันซ่า (Lufthansa) รวมถึงกลุ่มสายการบินโลว์คอสต์ ที่อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนเส้นทางบินหรือต้องการฮับใหม่
นางจิระวดี คุณทรัพย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ททท. กล่าวว่า จากเป้า นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ตั้งไว้ในปีนี้ 36.7 ล้านคน เมื่อเกิดสงครามในตะวันออกกลาง มีการคาดการณ์ผลกระทบใน 3 รูปแบบ ดังนี้
- กรณีที่ดีที่สุด (Best Case) หากสถานการณ์ยุติภายใน 2-4 สัปดาห์ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยว 35-36 ล้านคน โดยตลาดระยะไกลจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว
- กรณีฐาน (Base Case) หากสถานการณ์กินเวลา 1-3 เดือน จำนวนนักท่องเที่ยวจะลดลงเหลือ 30-31 ล้านคน หรือลดลง 18% จากเป้าหมาย เนื่องจากการฟื้นตัวของตลาดระยะไกลเป็นไปอย่างช้าๆ และมีความผันผวนของค่าเงิน
- กรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case) หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 3 เดือนขึ้นไป อาจกระทบให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงเหลือเพียง 27-29 ล้านคน หรือ ลดลง 25% จากเป้าหมาย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อตลาดตะวันออกกลางและยุโรปทั้งหมดที่ต้องบินผ่าน Gulf Hub รวมถึงต้นทุนราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผลต่อราคาบัตรโดยสารเครื่องบินโดยตรง
ทั้งนี้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้เกิดขึ้นวันที่ 1 มี.ค. 69 ที่ผ่านมา จึงทำให้ยอดการจองล่วงหน้า หรือฟอร์เวิร์ด บุ๊กกิ้ง ชะงักงัน และไม่สามารถเดินทางได้ โดยภาพรวมของตลาดระยะไกล ลดลงไปประมาณ 9% แบ่งเป็นตลาดยุโรปลดลง 9% อเมริกา ลดลง 6% แอฟริกาลดลง 27% และที่ทรุดหนักที่สุด คือ ตะวันออกกลางที่ลดลงถึง 46% เนื่องจากเผชิญทั้งปัจจัยสงครามและตรงกับช่วงเดือนรอมฎอน
สำหรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นยังส่งผลให้ราคาตั๋วเครื่องบินในตลาดยุโรปพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยมีการปรับราคาเพิ่มขึ้นถึง 70,000 บาท แต่เที่ยวบินก็ยังคงเต็ม 100% ทำให้นักท่องเที่ยวต้องพยายามหาช่องทางอื่นในการเดินทาง เช่น บางรายต้องใช้วิธีบินไปลงปากีสถานและยอมทำวีซ่าเพื่อต่อเครื่องไปยังจุดหมายอื่น โดยทิศทางของนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกลในขณะนี้ ส่วนใหญ่ใช้วิธีเลื่อนวันเดินทางออกไปก่อนแทนการยกเลิกการจอง
อย่างไรก็ตามหากความขัดแย้งยืดเยื้อและยาวนานออกไป จะส่งผลกระทบอย่างหนักต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งสองขา คือ ทั้งระยะใกล้และระยะไกล โดยเฉพาะเรื่องอารมณ์ความรู้สึกของนักท่องเที่ยว หากสงครามยืดเยื้อ การอัดฉีดแคมเปญส่งเสริมการตลาดใดๆ จะไม่มีประโยชน์และเป็นการสูญเปล่า
ซึ่งในขณะนี้ ททท. ได้สั่งการให้ทีมงานระงับแคมเปญที่กำลังจะปล่อยออกไปก่อนเพื่อรอดูสถานการณ์ อีกทั้งหากสถานการณ์เลยช่วงรอมฎอน หลังวันที่ 18 มี.ค.นี้ ไปแล้วแต่ยังไม่จบ ตลาดตะวันออกกลางจะยิ่งได้รับผลกระทบหนัก เพราะประชาชนเกิดความหวาดกลัวและเลือกไม่ออกจากบ้าน.



