“เดลีโฟกัส” ยังคงเกาะติดประเด็น โครงการพัฒนาลำตะคองในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา หรือที่ถูกตั้งชื่อใหม่ว่า “คลองชองเกชอนโคราช” แนวคิดปรับปรุงภูมิทัศน์ริมน้ำลำตะคอง ไหลผ่านพื้นที่ อ.เมือง จ.นครราชสีมา ระยะทาง 2,500 เมตร ให้สวยงาม คล้ายต้นแบบคลองฟื้นฟูเมืองของเกาหลีใต้ ใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 238 ล้านบาท ท่ามกลางเสียงสะท้อนของชาวบ้านและนักวิชาการ มองถึงความคุ้มค่างบประมาณและประโยชน์ใช้สอย

ล่าสุด “อดีต สส.โคราช” เขต 1 พลังประชารัฐ ออกมาเปิดเผยถึงที่มาที่ไปของโครงการฯ เริ่มต้นปี 2562 อยากพัฒนายกระดับให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบเกาหลีใต้ แต่เฟสแรก ถึงแม้ติดอุปสรรคหลายอย่างก็ผ่านมาจนได้ มั่นใจถ้าโครงการฯ เสร็จสมบูรณ์ ตกแต่งงานประติมากรรม ลานทางเดิน สะพาน น้ำพุ สวนสาธารณะ และปรับคุณภาพน้ำให้ใสสะอาด จะเป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวที่เชิดหน้าชูตา สะท้อนถึงคุณค่าของชาวโคราชได้แน่

“อดีตสส.โคราช” พลังประชารัฐ เปิดปฐมบท โครงการชองเกชอนโคราช เชื่อมั่นเสร็จสมบูรณ์ “ว้าว” แน่!

ออกโรง! โยธาฯ ยันก่อสร้าง ‘คลองชองเกชอนโคราช’ ทำตามแบบ ตอน3

คุ้มค่าหรือไม่! วาดภาพฝันแลนด์มาร์ค ‘คลองชองเกชอน’ ริมน้ำลำตะคองเมืองโคราช’ ตอน 2

ชำแหละ! โครงการ ‘คลองชองเกชอนโคราช’ วาดภาพฝันแลนด์มาร์คท่องเที่ยว ตอน1

ความคืบหน้าเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 6 มี.ค. ทีมข่าวเดลินิวส์ ได้ติดต่อสัมภาษณ์ ดร.อดิศร เนาวนนท์ อธิการบดี ม.ราชภัฏนครราชสีมา และนักวิชาการอิสระ เปิดเผยว่า โครงการปรับปรุงพื้นที่ลำตะคองในเขตเมืองนครราชสีมา ตามแนวคิดถือเป็นโครงการที่ดี อยากให้ลำตะคองเป็นแหล่งท่องเที่ยว พายเรือ ตลาดน้ำ ทางเดินออกกำลังกาย ลานกิจกรรม สวนหย่อม แหล่งพักผ่อนหย่อนใจ ฯลฯ จากเดิมที่คลองลำตะคองช่วงไหลผ่านตัวเมืองโคราช สภาพสกปรก เลอะเทอะ ให้กลายเป็นหน้าบ้านที่สะอาดสวยงาม แต่หลังจากลงงบประมาณ ระยะแรก 118 ล้านบาท ผลงานที่ออกมานั้น ต้องฟังเสียงสะท้อนจากพี่น้องประชาชนในตัวเมืองโคราช โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่รายรอบลำตะคองที่แสดงออกมาผ่านช่องทางต่างๆ เชื่อว่าการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน การประเมินความคุ้มค่า รวมถึงปัญหาและอุปสรรคของการดำเนินโครงการยังคิดไม่รอบด้าน

“ดูลักษณะทางกายภาพคลองลำตะคองช่วงผ่านเขตตัวเมือง ในฤดูน้ำหลากจะมีปริมาณน้ำไหลเข้ามาจำนวนมาก จนเกิดปัญหาน้ำท่วม ตรงกันข้ามในฤดูน้ำน้อย จะมีปัญหาคุณภาพน้ำสกปรก ดำคล้ำ ซึ่งการจะพัฒนาพื้นที่ตรงนี้ จำเป็นต้องคิดให้รอบด้านครอบคลุมทั้งหมด หลังดำเนินโครงการด้วยเม็ดเงิน 118 ล้านบาท สิ่งที่เกิดขึ้นกลับถูกมองว่า สร้างคาราคาซัง สร้างไม่เสร็จ เหมือนเอาแท่งเสาปูนไปปักขวางทางน้ำ ทำให้น้ำไหลไม่สะดวก ซึ่งเป็นประเด็นข้อกังวลของพี่น้องประชาชน”

ถึงตอนนี้ทราบว่า โครงการฯ ได้รับงบประมาณเพิ่มอีก 120 ล้านบาท มาดำเนินการในระยะที่ 2 ก็มีประชาชนบางส่วนตั้งคำถาม มีเสียงสะท้อนขอให้ล้มเลิกโครงการ ขณะที่บางส่วนก็สะท้อนว่า เมื่อทำมาแล้วก็ต้องทำต่อให้สำเร็จ โดยส่วนตัวมองว่า โครงการลักษณะนี้มีค่อนข้างมาก (ทำแล้วทิ้ง) ถ้าจะทำต่อให้จบ หากจำเป็นต้องมีแผนบริหารจัดการที่ชัดเจน กล่าวคือ กรมโยธาธิการและผังเมือง ไม่น่าจะเป็นหน่วยงานที่บริหารโครงการได้ หน่วยงานที่จะบริหารได้ น่าจะเป็นเทศบาลนครนครราชสีมา (หลังทำเสร็จจะส่งมอบให้เทศบาลนครนครราชสีมาดูแลบริหารจัดการ) แต่เทศบาลฯ จะต้องมาแบกภาระการบริหารจัดการโครงการนี้ โดยไม่มีการจัดสรรงบประมาณมาสำหรับดูแล ทั้งการดูแลปรับภูมิทัศน์ การจัดกิจกรรมทางน้ำ สร้างกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว เช่น ตลาดน้ำ ต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานอีกมาก

ถ้าต้องยกให้เทศบาลฯ ดูแล โดยไม่สนับสนุนงบประมาณ จะกลายเป็นภาระที่นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมาต้องคิดหนัก จึงจำเป็นต้องมีการบูรณาการด้านงบประมาณสนับสนุนจากทางจังหวัด หรือจากส่วนอื่น ๆ เอามาช่วย เพราะว่าการบริหารจัดการลำตะคอง มีปัญหาหนักที่สุด คือ เรื่องคุณภาพน้ำ และเรื่องภูมิทัศน์ จึงเป็นเรื่องน่ากังวลว่า หลังโครงการชองเกชอนเสร็จสมบูรณ์แล้ว ควรจะต้องมีงบประมาณมาช่วยสนับสนุนเทศบาลนครนครราชสีมา ที่ต้องรับภาระดูแลบริหารจัดการด้วย

แนวคิดส่วนตัวพยากรณ์ล่วงหน้าแล้ว เชื่อว่ามีความเสี่ยงที่จะไม่มีความคุ้มค่าสูงมาก เพราะเป็นโครงการใหม่ การบริหารจัดการโครงการลักษณะนี้ไม่ค่อยมีปรากฏในบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แค่ลำพังเทศบาลนครนครราชสีมา ดูแลคูคลองรอบเมือง แถวหน้าโรงเรียนอนุบาล โรงเรียนสุรนารี ก็นับเป็นภาระหนักอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจึงน่าเป็นห่วงเรื่องความคุ้มค่าของโครงการ

“ถ้าจะตัดสินใจเดินหน้าต่อ ก็ต้องพิจารณาผลกระทบที่จะตามมาภายหลัง โดยเฉพาะสภาพอากาศบ้านเรา ไม่เหมือนที่เกาหลีใต้ คนที่จะไปเดินเที่ยว เดินชมภูมิทัศน์ ออกกำลังกาย จับจ่ายซื้อของตลาดน้ำ เจออากาศร้อน ยุงเยอะ ระวังจะกลายเป็นแหล่งซ่อมสุม เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง “ชองเกชอนโคราช” ภาพรวมเสี่ยงที่จะถูกทิ้งร้าง ไม่คุ้มค่า เพราะฉะนั้นเมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะต้องมีเจ้าภาพชัดเจน มีงบประมาณสนับสนุนเจ้าภาพ ที่ต้องดูแลบริหารจัดการ จัดกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ถือเป็นภาระที่หนัก ยิ่งภาระการดูแลคุณภาพน้ำ ความสะอาด ขยะ การจัดการระดับน้ำให้เหมาะกับแหล่งท่องเที่ยว หน้าแล้งน้ำก็น้อย หน้าฝนน้ำก็ท่วม มีสิ่งกีดขวางทางระบายน้ำ จะวางแผนบริหารจัดการอย่างไร เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง” อธิการบดี ม.ราชภัฏนครราชสีมา กล่าว

ต่อข้อถามหากประเมินสภาพโครงการระยะแรก หลังลงงบประมาณไปแล้ว 118 ล้านบาท ดร.อดิศร กล่าวว่า คะแนนเต็ม 10 ตนให้แค่ 1 คะแนนเท่านั้น เพราะว่า เหมือนเอาอะไรมาโผล่ไว้ริมลำตะคอง และไม่มีคำชี้แจงใด ๆ จากหน่วยงานรับผิดชอบ หลังจากนี้เมื่อได้รับงบประมาณมาดำเนินการเฟส 2 อีก 120 ล้านบาท หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบเงินงบประมาณแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็น สตง. หรือ ป.ป.ช. ต้องเข้ามาติดตามตรวจสอบโครงการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าของงบประมาณ ถึงตอนนี้ประชาชนส่วนใหญ่ค่อนข้างจะเชื่อว่า งบประมาณที่ลงไปกับโครงการนี้ กับเนื้องานที่ได้ อาจไม่เต็ม 100% เท่าใดนัก อันนี้ยิ่งสะท้อนถึงความกังวลเรื่องของความโปร่งใส ทุกคนต้องช่วยกันตรวจสอบ.