สำนักข่าวต่างประเทศเผยผลงานล่าสุดของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์จากจีนและออสเตรเลียที่สามารถดัดแปลงพันธุกรรมของต้นมะเขือเทศให้ออกผลที่มีกลิ่นหอมคล้ายข้าวโพดคั่วรสเนย
ผลงานนี้ได้รับการเผยแพร่ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทีมนักวิจัยใช้มะเขือเทศสายพันธุ์เพื่อการค้าชื่อว่า Alisa Craig ในการทดลองโดยมุ่งเน้นไปที่ทำให้มะเขือเทศสามารถผลิตสารที่เรียกว่า 2-acetyl-1-pyrroline (2-AP) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดความหอมอันเป็นเอกลักษณ์ในข้าวสายพันธุ์ที่ให้กลิ่นหอม เช่น ข้าวหอมมะลิ
ปกติแล้ว ในมะเขือเทศมีสารตั้งต้นที่สามารถเปลี่ยนเป็นสารให้ความหอม 2-AP ได้ แต่ยีนสองตัวในมะเขือเทศ ซึ่งได้แก่ SlBADH1 และ SlBADH2 จะคอยยับยั้งไม่ให้สารตั้งต้นเปลี่ยนเป็นสารให้ความหอม
ทีมวิจัยได้หาทางหยุดการทำงานของยีนทั้งสองในมะเขือเทศ โดยใช้เทคโนโลยีตัดต่อแก้ไขยีน CRISPR/Cas9 ที่มีความแม่นยำสูงมาก โดยพบว่า เมื่อตัดต่อยีน SlBADH2 จนกลายพันธุ์ จะช่วยเพิ่มระดับสาร 2-AP ได้อย่างมีนัยสำคัญ และหากตัดทั้งสองยีนออกไปพร้อมกัน ระดับของสารให้ความหอมดังกล่าวจะเพิ่มสูงขึ้นกว่ามะเขือเทศทั่วไปถึง 4 เท่า
“เพื่อระบุยีนคู่เหมือนของ BADH2 (ยีนที่ให้กลิ่นหอม) ในมะเขือเทศ เราได้ตรวจสอบจีโนมอ้างอิงของมะเขือเทศและพบยีน SlBADH ที่คาดว่าจะใช่สองตัว คือ SlBADH1 และ SlBADH2” ศาสตราจารย์สวี่เซิงชุน จากห้องปฏิบัติการเซียงหู ประเทศจีน เขียนในวารสาร Journal of Integrative Agriculture “เราใช้เทคโนโลยี CRISPR/Cas9 เพื่อกำจัดยีนตัวใดตัวหนึ่งหรือทั้งสองตัวในมะเขือเทศสายพันธุ์ AC (Alisa Craig)”
สิ่งที่น่าสนใจคือ การดัดแปลงทางพันธุกรรมนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อลักษณะทางการเกษตรที่สำคัญ เช่น ระยะเวลาการออกดอก ความสูงของต้น น้ำหนักผล ปริมาณน้ำตาลที่ละลายได้ กรดอินทรีย์ และปริมาณวิตามินซี ทีมนักวิจัยมั่นใจว่านี่คือก้าวสำคัญในการเพิ่มความหอมให้กับมะเขือเทศโดยไม่ต้องสูญเสียประสิทธิภาพในการให้ผลผลิต
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าการพัฒนาความหอมในมะเขือเทศจะช่วยปูทางไปสู่การสร้างสรรค์รสชาติที่ออกแบบได้เฉพาะตัว ซึ่งจะปฏิวัติวงการพืชสวนไปอย่างสิ้นเชิง
“งานวิจัยที่กำลังดำเนินอยู่มีเป้าหมายเพื่อนำคุณสมบัตินี้ไปใช้กับมะเขือเทศสายพันธุ์เชิงพาณิชย์เกรดพรีเมียม เพื่อเพิ่มความซับซ้อนของรสชาติ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้ผู้บริโภคชื่นชอบมากขึ้นและเป็นการเพิ่มมูลค่าทางการตลาด เช่นเดียวกับกรณีของข้าวหอมสายพันธุ์ต่างๆ” รองศาสตราจารย์ เผิง เจิ้ง ผู้ร่วมวิจัยจากห้องปฏิบัติการเซียงหู กล่าว
ที่มา : odditycentral.com
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



