เมื่อเวลา 16.25 น. วันที่ 4 พ.ค. ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการแสดงความเห็นที่ไม่ตรงกัน ระหว่างนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม และนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม เกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งนายวราวุธแสดงความเป็นห่วงสิ่งแวดล้อม แต่นายพิพัฒน์เตือนกลับว่า นายวราวุธอยู่กระทรวงอุตสาหกรรม ไม่ใช่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)

นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่มีอะไร ไม่มีปัญหา เป็นเพียงการพูดกันคนละที ซึ่งเรื่องของโครงการแลนด์บริดจ์ จะแต่งตั้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นประธานคณะกรรมการการศึกษาโครงการดังกล่าว โดยจะต้องพิจารณาทุกรูปแบบ ทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความคุ้มค่าของการลงทุน เรื่องของโลจิสติกส์ ดูภาพรวมเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าเพื่อให้เร่งสรุปผลการศึกษาภายใน 90 วัน ให้สอดคล้องกับบริบทโลกในปัจจุบัน 

ผลการศึกษาที่เคยดำเนินการมาในอดีต อยู่บนสถานการณ์โลกอีกบริบทหนึ่ง แต่ขณะนี้เปลี่ยนไปแล้ว ทั้งเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน ภูมิรัฐศาสตร์ การที่จะทำให้ประเทศไทยไม่มีผลกระทบ หรือได้รับผลกระทบน้อยที่สุดหากเกิดสถานการณ์ หรือความขัดแย้งใดๆ ซึ่งเป็นเรื่องของคนอื่นและประเทศไทยจะได้รับผลกระทบด้วย ดังนั้นต้องหายุทธศาสตร์ที่ให้ไทยยืนอยู่บนลำแข้งของตัวเองได้ และหากจะมีผลกระทบจะต้องมีน้อยที่สุด

“แลนด์บริดจ์ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นวันพรุ่งนี้ แต่เป็นนโยบาย ซึ่งเรื่องนี้สำหรับพรรคภูมิใจไทย และแฟนๆ พรรคภูมิใจไทย ถือเป็นเรื่องเก่าด้วยซ้ำ เราพูดมาตั้งแต่ปี 2562 และสมัยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็น รมว.คมนาคม ในรัฐบาลที่ผ่านมา ท่านก็หยิบเรื่องนี้ขึ้นมา และตั้งใจที่จะให้เกิดขึ้น ดังนั้นครั้งนี้จึงเป็นงานที่ต่อเนื่อง” นายอนุทิน กล่าว 

เมื่อถามว่า ผลนิด้าโพลที่ระบุว่าประชาชนภาคใต้เห็นด้วยกับโครงการแลนด์บริดจ์ แต่ยังไม่เข้าใจเรื่องรายละเอียดนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลต้องสื่อสารให้เห็นถึงคุณประโยชน์ เพราะไม่ว่ารัฐบาลจะทำอะไร จะต้องเห็นประโยชน์ส่วนรวม และต่อประเทศชาติ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

เมื่อถามว่า ประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้จะยื่นหนังสือคัดค้านต่อ สส. ในพื้นที่ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับโครงการแลนด์บริดจ์ นายอนุทิน ตอบกลับทันทีว่า แต่ก็มีคนเห็นด้วย ทุกอย่างขึ้นอยู่กับข้อมูลจากผลการศึกษา ความคุ้มทุน และประโยชน์ใช้สอยจากโครงการ 

“จำที่ผมเคยพูดได้หรือไม่ว่า ประเทศไทยไม่มีน้ำมันแต่มีอาหาร ทุกวันนี้ประเทศไทยต้องเริ่มให้ความสำคัญกับการขายความมั่นคงทางอาหารต่อทั่วโลก โครงการแลนด์บริดจ์จะทำให้ระบบการขนส่งอาหารไปถึงปลายทางได้เร็วกว่า และตอนนั้นที่พูดคือปี 62 ยังไม่มีใครมาขู่ว่าช่องแคบฮอร์มุซจะปิด หรือช่องแคบมะละกาจะเก็บค่าผ่านทาง ไม่เคยมีใครมาแสดงความเป็นเจ้าของ แต่ปัจจุบันสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นแล้ว เราจึงต้องดูว่าจะมีกลไกไหน หรือทรัพยากรไหน ที่จะทำให้เราไม่ต้องพึ่งพา คนที่ไม่พอใจก็จะมาขู่ หรือขึ้นราคา ประเทศไทยเราก็ต้องกินน้ำใต้ศอกอยู่ตลอด เราจึงต้องเปลี่ยนรูปแบบบ้าง” 

เมื่อถามว่า มีความห่วงใยว่าโครงการแลนด์บริดจ์จะมีการเอื้อประโยชน์ให้นายทุน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “เอาแค่ตรงนี้ก่อน เรื่องเอื้อพูดจนเบื่อแล้วยังไม่เห็นเอื้อใครสักที 7-8 ปี ก็ไม่เคยเอื้อใคร มีแต่คนเกลียดเอาเกลียดเอา มีแต่ขัดใจเขา มีแต่ทำให้เขาโกรธ เพราะไม่ได้ไปตามใจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ถ้าประเทศไม่ได้ประโยชน์ เรื่องเอื้อเอาพวกเอาพ้องเอาเพื่อนฝูง เราได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว จนตอนนี้จะเหลือแต่เพื่อน สส. แล้ว เพื่อนข้างนอกไม่เหลือแล้ว”