เมื่อวันที่ 8 มี.ค. นายนันทพงศ์  จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าและโฆษกกระทรวงพาณิชย์ แถลงถึงผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในพื้นที่ตะวันออกกลางว่า ขณะนี้ทางกระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์สต๊อกปุ๋ยเคมีภายในประเทศอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นสินค้าควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ โดยคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) กำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าปุ๋ยเคมีต้องรายงานปริมาณสต๊อก และปริมาณการนำเข้าทุกวันที่ 10 ของเดือน เพื่อให้ภาครัฐสามารถติดตามปริมาณสินค้าและบริหารจัดการได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งข้อมูลล่าสุดวันที่ 10 ก.พ 2569 ซึ่งเป็นการรายงานสต๊อกเดือน ม.ค. 2569 พบว่าประเทศไทยมีสต๊อกปุ๋ยเคมีอยู่ประมาณ 1.52 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 0.8 ล้านตันต่อเดือน ถือว่ามีสต๊อกเพียงพอ ต่อความต้องการใช้ในประเทศ ส่วนสต๊อกของเดือน ก.พ. จะมีการรายงานในวันที่ 10 มี.ค. 2569 คาดว่าปริมาณสต๊อกจะเพิ่มขึ้น โดยจะเป็นการนำเข้าปุ๋ยที่ดำเนินการไว้ล่วงหน้าก่อนเกิดสถานการณ์ความตึงเครียดในวันตะวันออกกลาง รวมทั้งยังมีการนำเข้าปุ๋ยจากหลายประเทศ อาทิ แม่ปุ๋ยโพแทสเซียมจากแคนาดา และปุ๋ยสูตรต่างๆ จากจีน และเกาหลีใต้

ขณะที่ปุ๋ยยูเรียซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของปุ๋ยเคมี มีสัดส่วนการใช้ประมาณ 36 เปอร์เซ็นต์ ของการใช้ปุ๋ยทั้งหมด ปัจจุบัน ประเทศไทยมีสต๊อกประมาณ 0.32 ล้านตัน หรือประมาณ 6.5 ล้านกระสอบ ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งาน นอกจากนี้ยังมีปุ๋ยยูเรียที่อยู่ระหว่างการนำเข้าจากประเทศซาอุดีอาระเบียอีกประมาณ 100,000 ตัน หรือประมาณ 2 ล้านกระสอบ รวมถึงนำเข้าจากมาเลเซีย 20,000 ตันรวมทั้งหมดจะมีปุ๋ยยูเรียอยู่ประมาณ 8.9 ล้านกระสอบ

ดังนั้นหากรวมปุ๋ยเคมีที่มีอยู่ในปัจจุบัน ประมาณ 1.5 ล้านตัน กับปุ๋ยยูเรียที่กำลังเดินทางมาอีก 1.2 แสนตัน ก็จะมีปุ๋ยเคมีปุ๋ยยูเรียรวม 2 เดือนบวกไปอีก 3 เดือน เท่ากับว่ามีปุ๋ยเพียงพอต่อการใช้งานต่อเนื่องไปประมาณ 5 เดือน ขณะเดียวกันประเทศไทยยังมีแหล่งนำเข้าปุ๋ยจากหลายประเทศ อาทิ มาเลเซีย และบรูไน ซึ่งยังสามารถนำเข้าได้ตามปกติและจะมีการนำเข้าเติมเต็มสต๊อกอย่างต่อเนื่อง

“สำหรับปุ๋ยที่จำหน่ายอยู่ในท้องตลาดขณะนี้ยังเป็นสต๊อกเดิมที่จัดหามาก่อนเกิดสถานการณ์สู้รบจึงยังไม่มีการปรับขึ้นราคา กระทรวงพาณิชย์ได้มีการติดตามสถานการณ์ต้นทุนในตลาดโลก และโครงสร้างราคาอย่างใกล้ชิดเพราะมีการกำกับดูแลให้การจำหน่ายเป็นไปตาม ต้นทุนที่แท้จริงและคำนึงถึงผลกระทบต่อเกษตรกรให้น้อยที่สุด นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์จึงได้สั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายปุ๋ยอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการจำหน่ายในราคาที่สูงเกินควรหรือฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผล ทั้งนี้หากพบการกระทำผิดจะดำเนินคดีตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปีหรือปรับไม่เกิน 140,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ” นายนันทพงศ์ กล่าว

นายนันทพงศ์  กล่าวต่อว่า ขอยืนยันว่าปริมาณปุ๋ยเคมีในประเทศเรายังมีเพียงพอต่อความต้องการในการต้องการใช้และขอความร่วมมือจากเกษตรกรไม่จำเป็นต้องรีบซื้อหรือกับตุนปุ๋ย หากพบการจำหน่ายสินค้าในราคาสูงเกินสมควรหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมสามารถแจ้งได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.