สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 9 มี.ค. ว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ และเวสต์ เทกซัส อินเทอร์มีเดียต (ดับเบิลยูทีไอ) กระโดดสูงขึ้นกว่า 15% ทันทีที่ตลาดเปิดทำการวันอาทิตย์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ราว 3,212 บาท) เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนเปิดฉาก เมื่อปี 2565


ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวถึงเรื่องนี้ ว่าการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันแบบนี้เกิดขึ้นในระยะสั้น และจะลดลงเมื่อสงครามยุติ อีกทั้งเป็น “ราคาที่เล็กน้อยมาก” เมื่อเทียบกับการทำลายภัยคุกคามด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน และเพื่อความปลอดภัยและสันติภาพของโลก


อย่างไรก็ตาม การที่ราคาน้ำมันหน้าปั๊มในสหรัฐเริ่มปรับตัวสูงขึ้น ถือเป็นประเด็นที่อ่อนไหวอย่างมากต่อคะแนนนิยมของทรัมป์ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือน พ.ย. นี้


ด้านนายคริส ไรธ์ รมว.พลังงานสหรัฐ ยืนยันว่าการชะงักงันนี้จะเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ ไม่ใช่เป็นเดือน และย้ำว่าโลกยังมีน้ำมันสำรองเพียงพอ โดยเฉพาะในซีกโลกตะวันตกที่ไม่มีปัญหาขาดแคลนพลังงาน


ส่วนกระทรวงการคลังสหรัฐกำลังพิจารณายกเลิกการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียเพิ่มเติม หลังเพิ่งอนุญาตให้อินเดียซื้อน้ำมันจากรัฐบาลมอสโกได้ชั่วคราว เพื่อช่วยบรรเทาแรงกดดันจากราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น.

เครดิตภาพ : AFP