กลายเป็นคู่รักตัวอย่างที่ส่งต่อพลังบวกให้แก่กันเสมอ สำหรับพระเอกรุ่นใหญ่ “ป๋อ–ณัฐวุฒิ สกิดใจ” และภรรยาสาวคนสวย “เอ๋–พรทิพย์ สกิดใจ” ที่ล่าสุดควงคู่กันมาร่วมงานสัมมนา AFFILIATE OPEN FACTORY DAY พร้อมเปิดใจอัปเดตเรื่องราวชีวิตสุดพีก ทั้งอาการป่วยโรคร้ายที่เพิ่งผ่านพ้นมา และภารกิจรับมือลูกชายทั้งสองคนที่ก้าวเข้าสู่วัยรุ่นเต็มตัว

เอ๋ เผยว่า “สำหรับการกลับมารับงานในวงการบันเทิง ถ้ามีติดต่อมาแล้วเอ๋ชอบบท แล้วมันเหมาะกับเรา เอ๋ก็อยากเล่น จริงๆ แล้วอยากเล่น ก็คิดถึงเหมือนกัน เพราะว่าเมื่อ 2 ปีก่อนเอ๋กลับไปเล่น ก็รู้สึกว่าความทรงจำทุกอย่าง บรรยากาศในกองถ่ายมันก็กลับมา พอมันอยู่ตรงนี้ปุ๊บ ไม่ได้ถ่ายนานๆ ก็รู้สึกคิดถึง แต่พี่ป๋อทำงานทุกวันเลย ทุกวันจริงๆ ก็เลยรู้สึกว่ามันต้องมีคนใดคนหนึ่งที่ต้องมาอยู่กับลูก ไม่งั้นลูกจะไม่รู้ว่าอยู่กับใคร เพราะบ้านเอ๋ไม่ได้มีพี่เลี้ยง
แล้วปีนี้เป็นหนุ่มแล้วด้วย 13 กับ 9 เอ๋ว่าเขาเป็นช่วงวัยรุ่น เป็นช่วงที่มันใหม่สำหรับเอ๋กับพี่ป๋อ เพราะเราไม่เคยมีลูกที่โตมาเป็นวัยรุ่น เอ๋ว่าค่อนข้างยาก ตอนเด็กว่ายากแล้ว ตอนนี้ยากไปอีกเลเวลนึง คือเอ๋จะเป็นแนวจ้ำจี้จ้ำไช พูดไปเรื่อย ขี้บ่นไปเรื่อย แต่พี่ป๋อเขาจะไม่บ่น แต่จะโช๊ะเลย ขาดเลย เหนื่อยใจ พูดเป็นร้อยรอบไม่ไป แต่พอพ่อพูดคำเดียว ครับผม
ส่วนในเรื่องของสุขภาพยังต้องไปหาหมอ 6 เดือนครั้งค่ะ ตอนนี้ก็ดูแลสุขภาพ ต้องออกกำลังกายตลอด เพื่อให้ปอดขยายกลับมาเหมือนเดิม ตอนนี้เริ่มขยายแล้ว คือตัดส่วนที่เป็นออกไปแล้ว แต่มันก็สามารถกลับมาได้อีก เลยต้องตรวจไปอีก 5 ปี เพราะยีนผู้หญิงไทยทุกคน ถ้าไปเจอเชื้อตัวนี้แล้วมันทำปฏิกิริยา ก็ทำให้เกิดโรคนี้ได้ และตอนนี้สุขภาพจิตดีค่ะ ไม่ได้กังวลหรือเครียด เอ๋ใช้ชีวิตให้มีความสุขดีกว่า มีคนบอกเยอะว่ามะเร็งมันกลัวความสุข เลยไม่อยากทุกข์เลยตอนนี้ ใช้ชีวิตเต็มที่เลย”

ป๋อ เผยว่า “สำหรับลูกตอนนี้เริ่มมีอารมณ์ เริ่มโกรธ ฉุนเฉียว ต้องอธิบายด้วยเหตุผล เขาต้องการเหตุผล ต้องการคนที่รับฟังเขา ก็ต้องปรับวิธีการพูดมากขึ้น ถามว่าน้องกลัวใครมากกว่ากัน ก็คนละเแบบนะ อาจจะด้วยความที่เป็นผู้ชายมากกว่า แต่แม่จะเหมือนแม่ทุกคนทั่วไป เอ๋จะพูดย้ำไปเรื่อยๆ”
ในเรื่องของสุขภาพเอ๋ก็ดูแลสุขภาพ ต้องออกกำลังกายตลอด แต่ทุกคนต้องระวังเรื่องฝุ่น ไว้ใจไม่ได้จริงๆ ผมชวนเอ๋ไปวิ่งรอบหมู่บ้าน วิ่งได้ 3 วัน ผมว่าเอ๋จะเป็นมะเร็งอีกรอบเปล่าวะ เพราะควันไอเสียเยอะ เลยให้เข้าไปฟิตเนส ตอนนี้เรื่องสุขภาพ กลับกลายเป็นเริ่มปลงมากขึ้นนะ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด เราห้ามไม่ได้ ตอนอยู่หน้าห้องผ่าตัด เราขอพระทุกองค์ ขอให้เอ๋ไม่เป็น แต่สุดท้ายก็เป็น นั่นหมายความว่าเราต้องยอมรับความจริง ไม่ต้องเสียเวลากับการกลัวหรือห่วงว่าจะเป็นโน่นนี่ แต่ให้เรียนรู้ที่จะมีสติว่า ถ้าเป็นแล้วจะทำยังไง จะอยู่กับมันยังไง เราเริ่มไม่กลัวการจาก ไม่กลัวความตายแล้ว เฉยๆ มาก จริงๆ มันก็แค่เส้นผมบังภูเขา เรารู้จักโรคนี้อยู่แล้ว เมื่อก่อนเราไม่อยากจากกันเลย ไม่อยากให้เอ๋เป็นอะไร แต่วันหนึ่งมันก็ต้องจากกันอยู่ดี ขอให้วันนี้เราสนุกกับมัน มีความสุข กินให้อิ่ม นอนให้หลับพอ”




