เมื่อวันที่ 9 มี.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เข้ายื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.เพื่อขอให้ไต่สวนชี้มูลความผิดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่าจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และกระทำการอันเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือไม่  

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า สืบเนื่องมาจากนายอนุทิน ได้ออกคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 2/2569 ให้ผู้ค้าน้ำมันตามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ระงับการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิง แต่กลับยกเว้น ลาว และเมียนมา และลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 53/2569 จัดตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) โดยให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ ซึ่งเคยทำธุรกิจพลังงาน มีปั๊มชื่อดัง แต่ผ่องถ่ายให้น้องชายแล้ว มาเป็น ผอ.ศูนย์ฯ อาจถือได้ว่าเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตามที่รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 184-186 ห้ามไว้

ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์ว่าการยกเว้นการห้ามส่งน้ำมันไป สปป.ลาวและเมียนมานั้น เนื่องจากไทยต้องพึ่งพาการซื้อไฟฟ้าจากลาว แต่ทว่าโรงไฟฟ้าในลาวส่วนใหญ่ที่รัฐบาลไปเซ็นสัญญาซื้อไฟมานั้นเป็นโครงการของกลุ่มทุนใหญ่ของไทยที่ข้ามพรมแดนไปลงทุนโดยใช้ทรัพยากรของเพื่อนบ้าน แล้ววกกลับมาทำสัญญาผูกมัดให้คนไทยต้องควักเงินจ่ายในราคาแพงผ่านใบเสร็จค่าไฟทุกสิ้นเดือน โดยเฉพาะบริษัทน้องชายนายกฯ ไปดำเนินธุรกิจพลังงานทำโรงไฟฟ้าพลังน้ำในลาว อย่างน้อย 2 แห่ง ขายไฟฟ้าให้กับประเทศไทย สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ ดันมาร์จิ้นทะยานหลายเท่าตัวแตะระดับ 40% ในขณะที่ธุรกิจหลักคืองานแปรรูปและติดตั้งโครงสร้างเหล็กให้มาร์จิ้นเพียง 5-6% เท่านั้น

ส่วนการแต่งตั้งบิ๊กบริษัทน้ำมันเบอร์ 1 ของไทยมาร่วมเป็นกรรมการ ศบก.ด้วย ทั้งๆ ที่ รมว.พลังงานคนปัจจุบันก็เคยเป็นผู้บริหารเบอร์ 1 ของบริษัทน้ำมันดังกล่าว ซึ่งบริษัทลูกของบิ๊กดังกล่าวได้ร่วมลงทุนในแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติในเมียนมา คือ ซอติก้า ยาดานา และ เยตากุน ซึ่งวางท่อก๊าซผ่าป่าอนุรักษ์มาใช้ประโยชน์ในโรงงานแยกก๊าซที่ จ.ราชบุรี สร้างผลกำไรให้บริษัทมหาชนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกันทั่วหน้า การเข้ามาเป็นกรรมการ ศบก.ย่อมเกี่ยวพันกับการกำหนดมาตรการด้านพลังงานรองรับปัญหาผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลาง อาจเป็นคุณหรือโทษต่อบริษัทดังกล่าวได้ ซึ่งจะสามารถรู้ข้อมูลข่าวสารและมาตรการต่างๆ ของราชการได้ก่อนใคร ก่อนคู่แข่ง ก่อนที่นายกฯ จะนำมาตรการที่ ศบก.กำหนดไปบังคับใช้ จึงเป็นเรื่องของการขัดกันแห่งผลประโยชน์ทั้งสิ้น

การใช้อำนาจลงนามในคำสั่งของนายกฯ ทั้ง 2 ฉบับซึ่งมีความสัมพันธ์สอดรับกัน จึงอาจเข้าข่ายจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และกระทำการอันเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งเป็นอำนาจของ ป.ป.ช.ที่จะดำเนินการไต่สวนและชี้มูลความผิดได้ หากตรวจสอบแล้วเป็นไปตามข้อมูลการร้องเรียนให้เร่งเสนอศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่งยุติการปฏิบัติหน้าที่ และพิจารณาลงโทษตามครรลองของกฎหมายต่อไป.