เมื่อเวลา 13.50 น. วันที่ 9 มี.ค. ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) พลังงาน วุฒิสภา แถลงข้อเสนอต่อรัฐบาลในการกำหนดมาตรการด้านพลังงานหลังจากที่มีสถานการณ์ความรุนแรงในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อพลังงานในประเทศ
โดยนายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ รองประธาน กมธ.พลังงาน วุฒิสภา กล่าวว่า จากการศึกษาของ กมธ.พลังงาน ประเมินต่อสถานการณ์รุนแรงในพื้นที่ตะวันออกกลาง และส่งผลต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันที่ช่องแคบฮอร์มุซ มีความกังวลใน 2 ประเด็น คือ น้ำมันดิบที่ไม่เพียงพอต่อการกลั่น และราคาพลังงานที่คิดเป็นต้นทุนของสาธารณูปโภค หรือสินค้าได้

นายเกียรติชาย กล่าวอีกว่า ทั้งนี้รัฐบาลแถลงว่าน้ำมันในประเทศเพียงพอที่จะใช้ได้อีก 60 วัน แต่จากรายละเอียดของพลังงานที่อยู่ระหว่างลำเลียง หรือทำสัญญาแล้วยังไม่ขนส่ง เชื่อว่า จะทำให้มีปริมาณน้ำมันเพียงพอถึง 95 วัน อย่างไรก็ดีในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นรัฐบาลควรปรับแผนที่เกี่ยวกับพลังงานในประเทศ ทั้งการลดปริมาณสต๊อกน้ำมันเพื่อส่งเข้าโรงกลั่น เป็นต้น
ขณะที่ข้อกังวลเรื่องราคา กมธ.พลังงานมีข้อเสนอให้กระทรวงพลังงานคุมการซื้อ และเช็กปริมาณน้ำมันที่ถูกใช้ ขณะที่น้ำมันดีเซลที่จำเป็นต่อภาคขนส่ง กระทรวงพลังงาน ต้องติดตามข้อมูลของสถานีบริการน้ำมัน เช่น การใช้ต่อวันเพื่อเช็กสต๊อกรายวัน เพื่อให้มั่นใจว่าไม่ขาดแคลน
“ราคาน้ำมันขณะนี้มีราคาสูงถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากคำนวณเป็นเงิน คาดว่าอาจทำให้ราคาน้ำมันสูงกว่าปัจจุบันถึง 6 บาทต่อลิตร ซึ่งมีผลกระทบต่อต้นทุนสินค้า ขณะเดียวกันต้องหาทางเพื่อลดภาระของกองทุนน้ำมันที่จะใช้เงินเพื่อตรึงราคา ดังนั้นอาจจำเป็นต้องควบคุม หรือพิจารณาใช้กฎหมายควบคุมไม่ให้เกิดการกักตุน ขณะเดียวกันต้องพิจารณาถึงการใช้พลังงานทดแทน เช่น จากขยะ หรือวัสดุทางการเกษตร หรือริเริ่มถึงการใช้พลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็กทดแทนพลังงานนำเข้า” นายเกียรติชาติ กล่าว

ด้าน นายสมพันธ์ ชัยวิเศษจินดา รองประธาน กมธ.พลังงาน วุฒิสภา กล่าวว่า รัฐบาลควรพิจารณาต่ออายุโรงไฟฟ้าที่จะหมดอายุ เพื่อรักษาเสถียรภาพพลังงานในประเทศ ขณะเดียวกันต้องส่งเสริมให้ประชาชนมีความร่วมมือต่อการประหยัดพลังงาน เพราะหากทำได้ครัวเรือนละ 1 หน่วย ทั้งประเทศจะสามารถประหยัดได้ 26 ล้านหน่วย



