เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2569 ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล แถลงข่าวเปิดตัว “รายงานสุขภาพคนไทย ปี 2569” นำเสนอสัญญาณเตือนสำคัญของสังคมไทย ผ่าน 10 ตัวชี้วัด ภายใต้แนวคิด “การเปลี่ยนแปลงทางประชากรกับสุขภาพคนไทย” เปิด 10 สถานการณ์เด่นทางสุขภาพ ปี 2569 สะท้อนวิกฤตโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ประกันสังคม และปัญหาข้ามพรมแดน พร้อมเรื่องพิเศษประจำฉบับ นำเสนอประเด็น “ความรอบรู้ด้านสุขภาพบนพื้นที่ดิจิทัล” ชวนสังคมตั้งคำถามคนไทย “รู้มากขึ้น” แต่ “สุขภาพดีขึ้น” จริงหรือไม่
นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า การขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพจะต้องใช้ข้อมูลที่ถูกต้อง ทันต่อสถานการณ์ และเชื่อถือได้ โดยรายงานสุขภาพคนไทยเป็นเครื่องมือสำคัญที่ สสส. จัดทำขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2546 เพื่อชี้ให้เห็นว่าไทยกำลังเผชิญความท้าทายสุขภาวะ และมีโอกาสพัฒนานโยบายอย่างไร โดยนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ 3 ระดับ ได้แก่ นโยบาย ยุทธศาสตร์องค์กร และสื่อสารสาธารณะ สำหรับรายงานสุขภาพคนไทย ปี 2569 มี 5 ส่วนสำคัญ คือ 1.หมวดตัวชี้วัดการเปลี่ยนแปลงทางประชากรกับสุขภาพคนไทย นำเสนอข้อมูลอัตราการเกิดน้อย สังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครอบครัวและเศรษฐกิจ พร้อมนำเสนอนโยบายยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างเป็นระบบ

2.สถานการณ์เด่นทางสุขภาพ ที่อยู่ในความสนใจของสังคมไทยในรอบปีที่ผ่านมา พร้อมสะท้อนข้อเสนอแนวทางพัฒนานโยบายด้านสุขภาพ 3.เรื่องพิเศษประจำฉบับ ‘รอบรู้อย่างรอบคอบ-ความรอบรู้ด้านสุขภาพบนพื้นที่ดิจิทัล’ วิเคราะห์โอกาสและความท้าทายการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพผ่านสื่อออนไลน์ 4.ผลงานดีๆ เพื่อสุขภาพคนไทย นำเสนอความสำเร็จทางการแพทย์และสาธารณสุข 5.บทความพิเศษ เรื่อง ‘สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กับสุขภาพคนไทย’ ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดรายงานฉบับสมบูรณ์ได้ที่ www.thaihealthreport.com
รศ.ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ หัวหน้าโครงการจัดทำรายงานสุขภาพคนไทย ปี 2569 กล่าวว่า ตัวชี้วัดปี 2569 นำเสนอประเด็น การเปลี่ยนแปลงทางประชากรกับสุขภาพคนไทย” ทั้งหมด 10 ตัวชี้วัด ที่สะท้อนสถานการณ์ด้านประชากรที่ไทยกำลังเผชิญ โดยข้อมูลด้านสุขภาพ พบคนไทยต้องใช้ชีวิตอยู่กับภาวะความเจ็บป่วยเฉลี่ย 6.9 ปี ในช่วงท้ายของชีวิต นับเป็นความท้าทายสำคัญของสังคมสูงวัยที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว และชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับระบบบริการสุขภาพให้สอดรับกับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการขยายระบบการดูแลที่บ้านและในชุมชน ซึ่งปัจจุบันผู้ป่วยระยะประคับประคองสามารถเข้าถึงระบบการดูแลสุขภาพได้เพียง 43.3% นอกจากนี้ ไทยต้องเร่งพัฒนากำลังคนด้านการดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคองระยะยาว ซึ่งคาดว่าจะต้องเพิ่มขึ้นถึง 13 เท่าภายในปี 2580 รวมถึงปรับโครงสร้างค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ให้มุ่งเน้นการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคมากขึ้น เพื่อรองรับสังคมสูงวัยได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืน
สำหรับสถานการณ์เด่นทางสุขภาพ ปี 2569 ซึ่งอยู่ในความสนใจของสังคม มี 10 สถานการณ์ ได้แก่ 1.โรคไม่ติดต่อ (NCDs) 2.ประกันสังคม 3.นโยบายสหรัฐฯ กับผลกระทบด้านสุขภาพไทย 4.จากแก๊งคอลเซนเตอร์ สู่การค้ามนุษย์ข้ามพรมแดน 5.การศึกษาไร้พรมแดน นักเรียนข้ามชาติกับสังคมไทย 6.แผ่นดินไหวกับภัยพิบัติที่ไม่อาจมองข้าม 7.มหานทีเปื้อนพิษข้ามพรมแดน สารพิษในลุ่มน้ำกก สาย รวกและโขง 8.ลมหายใจชายแดน ในวันที่ยังไม่สิ้นเสียงผืน 9.สมรสเท่าเทียม การยอมรับทางสังคมของความหลากหลายทางเพศ และ 10.จากการ ‘สงเคราะห์’ สู่การคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตและสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ ทั้งนี้ สถานการณ์เด่นด้านสุขภาพสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาสุขภาพในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติทางการแพทย์ แต่ยังเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคงระดับโลก

ด้าน รศ.ดร.ภูเบศร์ สมุทรจักร สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า สำหรับเรื่องพิเศษ “รอบรู้อย่างรอบคอบ: ความรอบรู้ด้านสุขภาพบนพื้นที่ดิจิทัล” ชี้ให้เห็นความย้อนแย้งของสังคมยุคปัจจุบันที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลสุขภาพได้ง่าย แต่ไม่สามารถนำข้อมูลมาใช้ตัดสินใจด้านสุขภาพได้อย่างถูกต้อง จากกรณีศึกษาพฤติกรรมของคนสามช่วงวัย คือ วัยรุ่นที่ตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพตามคำแนะนำของอินฟลูเอนเซอร์ วัยทำงานที่ยังไม่มั่นใจในการใช้บริการสุขภาพดิจิทัล ไปจนถึงวัยผู้สูงอายุที่เสี่ยงตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงผ่านช่องทางออนไลน์และส่งผลกระทบต่อสุขภาวะในมิติต่างๆ ชี้ให้เห็นว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพในยุคดิจิทัลจำเป็นต้องครอบคลุมมากกว่าการเข้าถึงข้อมูล
ดังนั้น คณะทีมวิจัยจึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อยกระดับความปลอดภัยข้อมูลสุขภาพบนสื่อออนไลน์ 3 มิติ 1.สร้างมาตรฐานเนื้อหาสุขภาพบนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ 2.กำหนดจรรยาบรรณสำหรับผู้เผยแพร่ข้อมูลสุขภาพ 3.พัฒนาหลักสูตรสุขศึกษาสอนให้เด็กและเยาวชนมีทักษะตรวจสอบและเปรียบเทียบข้อมูลสุขภาพ.



