หลังจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดราคาน้ำมันดีเซลสำเร็จรูปอยู่ที่ 154.76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เทียบจากก่อนเกิดสงครามอิสลาเอล สหรัฐ และอิหร่าน ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ประมาณ 80-90  ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นการปรับขึ้นราคาอย่างรวดเร็ว

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า การอุดหนุนน้ำมันดีเซลล่าสุดของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง อยู่ที่ลิตรละ 11.73 บาท เพื่อตรึงราคาดีเซลให้อยู่ที่ลิตรละ 29.94 บาท ตามนโยบายของรัฐบาลที่ให้ตรึง 15 วัน ถึงวันที่ 17 มี.ค. โดยล่าสุดกองทุนฯ ได้อุดหนุนราคาน้ำมันดังนี้

  • น้ำมันดีเซล อุดหนุนลิตรละ 11.73 บาท   
  • น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 อุดหนุนลิตรละ 3.06 บาท
  • น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 อุดหนุนลิตรละ 3.06 บาท
  • น้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 20 อุดหนุนลิตรละ 4.03 บาท
  • น้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 85 อุดหนุนลิตรละ 0.30 บาท

อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่า ผลกระทบต่อราคาน้ำมันจากสงครามอิสลาเอล สหรัฐ และอิหร่านครั้งนี้  ถ้าให้ประเมินผลกระทบของประเทศไทย จะเร็ว แรง และน่ากลัวกว่าสงครามรัสเซีย-ยูเครน และมีแนวโน้มรุนแรงกว่า เนื่องจากใกล้กับไทยมากกว่า มีผลกระทบข้างเคียงกับประเทศอื่นๆ เช่น ซาอุดีอาระเบีย หรือที่อื่นๆ มากกว่า มีตัวละครเยอะกว่า ต่างจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่อยู่ใน 2 ประเทศ ไม่ขยายวงมาก

ทั้งนี้จากผลกระทบที่กองทุนฯ ต้องเข้าไปอุดหนุนราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของน้ำมันดีเซลที่ล่าสุดอยู่ที่ลิตรละ 11.73 บาท และมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นเรื่อยๆ อาจจะมากกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่เคยอุดหนุนลิตรละ  14.01 บาท

ส่งผลให้สถานะกองทุนฯ สุทธิล่าสุดวันที่ 8 มี.ค. กลับมาติดลบอีกครั้งที่ -786 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมัน 36,949 ล้านบาท และบัญชีแอลพีจี -37,735 ล้านบาท ทั้งที่กองทุนเพิ่งกลับมาเป็นบวกได้มานานประมาณ 1 ก.พ. และเมื่อสัปดาห์ก่อนวันที่ 1 มี.ค. กองทุนฯ ยังเป็นบวก ที่ 2,459 ล้านบาท จากสถานะที่เป็นเช่นนี้ มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่กองทุนฯ จะต้องขอปรับขึ้นราคาน้ำมันในส่วนของแก๊สโซออล์ และเบนซินก่อน ส่วนดีเซล ต้องรอหลังวันที่ 17 มี.ค. ตามที่รัฐบาลประกาศอีกครั้ง ส่วนจะได้ปรับขึ้นหรือไม่ อย่างไร ต้องรอนโยบายจากกระทรวงพลังงานอีกครั้ง