สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 10 มี.ค. ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากสงครามในอิหร่านซึ่งยืดเยื้อตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา ว่าตัวเขาทราบดีอยู่แล้วว่าต้องเป็นเช่นนั้น หากสงครามครั้งนี้เกิดขึ้น แต่อ้างว่า จนถึงตอนนี้ราคากลับขยับขึ้น “น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้” เสียด้วยซ้ำ
PRESIDENT TRUMP holds news conference to provide update war in Iran: "I will not allow a terrorist regime to hold the world hostage in an attempt to stop the globe's oil supply — and if Iran does anything to do that, they'll get hit at a much, much harder level." pic.twitter.com/n5BMXFspf1
— Fox News (@FoxNews) March 9, 2026
ทรัมป์ยืนยันว่า ภาวะขาดแคลนอุปทาน “ส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นเยอะกว่าสหรัฐมาก” และย้ำว่า “สหรัฐไม่กระทบเท่าไหร่ เพราะมีน้ำมันมหาศาล” อย่างไรก็ตาม การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังราคาน้ำมันหน้าปั๊ม ทำให้ต้นทุนการใช้ชีวิตของชาวอเมริกันสูงขึ้นทันที
The day President Donald J. Trump came down the escalator in 2015, he made a clear promise: “I will stop Iran from getting nuclear weapons.”
— The White House (@WhiteHouse) March 9, 2026
Today, he is KEEPING that promise. ???????? pic.twitter.com/kby70vzMqG
เกี่ยวกับการที่อิหร่านโจมตีประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวอาหรับ เพื่อตอบโต้ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐและอิสราเอล ทรัมป์กล่าวว่า เดิมทีประเทศเพื่อนบ้านของอิหร่าน ไม่ว่าจะเป็น กาตาร์ โอมาน บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) และซาอุดีอาระเบีย ส่วนใหญ่มีท่าทีเป็นกลาง หรืออย่างน้อยก็ไม่ตั้งใจจะเข้าร่วมวงขัดแย้งด้วย
อย่างไรก็ตาม หลังอิหร่านเปิดฉากโจมตีประเทศเหล่านี้ ทรัมป์อ้างว่า “เพื่อนบ้านเหล่านั้นกลับหันมาอยู่ข้างสหรัฐ และเริ่มโจมตีโต้กลับ ซึ่งทำได้อย่างประสบความสำเร็จอย่างมากเสียด้วย” พร้อมทั้งย้ำว่า การโจมตีอิหร่านในครั้งนี้ คือการทำตามสัญญาที่เขาเคยให้ไว้ตั้งแต่ปี 2558 ว่า “จะไม่มีวันยอมให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์โดยเด็ดขาด”.
เครดิตภาพ : REUTERS



