จากกรณีที่พรรคภูมิใจไทย แกนนำพรรคร่วมรัฐบาล จะมุ่งเน้นงานนิติบัญญัตินำฝ่ายบริหาร เพื่อผลักดันกฎหมายต่างๆ เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและเร่งแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้กับประชาชน โดยกฎหมายที่พรรคภูมิใจไทย จะผลักดันเป็นฉบับแรกๆ อาทิ แก้กฎหมายโอนสังกัดเป็นพระราชบัญญัติโอนกระทรวงการท่องเที่ยว มารวมกับกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เนื่องจากภารกิจงานสอดคล้องกัน ขณะที่ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วธ. ก็ยอมรับมีการหารือแนวคิดรวม วธ.-ท่องเที่ยว แล้ว คาดชัดภายใน 6 เดือนหลังมีรัฐบาลนั้น
นายประสพ เรียงเงิน ปลัด วธ. กล่าวว่า ข้อเสนอเรื่องการเชื่อมโยงภารกิจด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว มีมาแล้วหลายครั้ง แต่ยังไม่มีการทำให้เป็นรูปธรรมจริงๆ เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการปรับโครงสร้างราชการเท่านั้น แต่เป็นคำถามเชิงยุทธศาสตร์ว่า ประเทศไทยจะใช้พลังของวัฒนธรรม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และภาพลักษณ์ของประเทศในโลกยุคใหม่ได้อย่างไร เพราะวัฒนธรรมกำลังกลายเป็นหนึ่งในพลังเศรษฐกิจของโลก ผู้คนจำนวนมากเดินทางข้ามประเทศ เพื่อสัมผัสวัฒนธรรมของประเทศนั้น อาทิ อาหาร เทศกาล ศิลปะ วิถีชีวิต หลายประเทศในโลกได้พิสูจน์แล้วว่า วัฒนธรรมสามารถกลายเป็นพลังระดับโลกได้ ไม่ว่าจะเป็น ดนตรี ภาพยนตร์ ซีรีส์ อาหาร แฟชั่น ศิลปะร่วมสมัย ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล ซึ่งไทยมีทุนทางวัฒนธรรมมหาศาล ทั้งโบราณสถาน แหล่งโบราณคดี อุทยานประวัติศาสตร์ เมืองเก่า สงกรานต์ อาหารไทย มวยไทย ผ้าไทย ศิลปะการแสดง ภูมิปัญญาท้องถิ่น เทศกาล ประเพณีและวิถีชีวิตที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน หากประเทศไทยสามารถเชื่อมโยงวัฒนธรรมกับการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ และยั่งยืน เราอาจเห็น เทศกาลระดับนานาชาติ เมืองวัฒนธรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในภูมิภาค รายได้ที่กระจายสู่ชุมชนท้องถิ่น ควบคู่ไปกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของโลก และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ คนไทยจะภูมิใจในวัฒนธรรมของตนเองมากขึ้น
ปลัด วธ. กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้การใช้วัฒนธรรมเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างแท้จริง ต้องพัฒนาเป็นระบบเศรษฐกิจวัฒนธรรม (Cultural Economy) ที่บูรณาการอย่างมุ่งเป้า ต่อเนื่องและยั่งยืน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ต้นน้ำ คือการพัฒนาเนื้อหาทางวัฒนธรรมให้มีคุณค่าและเรื่องราวที่ชัดเจน เช่น ประเพณี วิถีชีวิต ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะการแสดง อาหาร และงานหัตถศิลป์ ซึ่งเป็นทุนสำคัญของประเทศ กลางน้ำ คือการนำทุนทางวัฒนธรรมเหล่านั้นมาพัฒนาเป็นสินค้าและบริการทางวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลวัฒนธรรม การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ หลักสูตรเรียนรู้วัฒนธรรม งานสร้างสรรค์ งานออกแบบ และผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ของท้องถิ่น ส่วนปลายน้ำ คือการทำให้สิ่งเหล่านี้เข้าถึงนักท่องเที่ยวได้อย่างสะดวก ผ่านระบบการตลาด การประชาสัมพันธ์ การอำนวยความสะดวก และเครือข่ายการท่องเที่ยวที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันหน่วยงานด้านวัฒนธรรมของไทยยังไม่มีเครือข่ายสำนักงานในต่างประเทศ แต่ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบที่สำคัญ คือเครือข่ายสำนักงานของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่ตั้งอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก ร่วมกับหน่วยงานของรัฐอื่นที่มีอยู่แล้ว หากสามารถบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และหน่วยงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เข้ากับเครือข่ายเหล่านี้ได้อย่างเป็นระบบ ก็จะทำให้วัฒนธรรมไทยสามารถเข้าถึงผู้คนในระดับนานาชาติได้มากยิ่งขึ้น
“ในฐานะปลัด วธ. เห็นว่า การเชื่อมโยงวัฒนธรรมกับการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นแนวคิดที่มีศักยภาพอย่างยิ่งสำหรับอนาคตของประเทศไทย แต่การดำเนินการต้องทำอย่างจริงจัง รอบคอบ ต่อเนื่อง ยั่งยืน และมีวิสัยทัศน์ระยะยาว ประเทศไทยจำเป็นต้องศึกษาบทเรียนจากต่างประเทศ และนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของเรา หากเราสามารถผสมผสานวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์เทคโนโลยี และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกันอย่างสมดุล ประเทศไทยก็จะสามารถสร้างเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ที่มีรากฐานอยู่บนอัตลักษณ์ของเราเอง เพราะในโลกยุคใหม่ ประเทศที่แข็งแกร่งที่สุด ไม่ใช่ประเทศที่ร่ำรวยที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่คือประเทศที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกหลงรักวัฒนธรรมของตน” นายประสพ กล่าว



