วันนี้ (10 มี.ค. 2569) สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเหตุการณ์กองขยะมหึมาถล่มทับผู้คนในอินโดนีเซีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายรายที่บ่อขยะบันตาร์เกอบัง ซึ่งเป็นแหล่งรองรับขยะครัวเรือนหลักของกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย 

เจ้าหน้าที่กู้ภัยตัดสินใจยุติการค้นหาผู้ประสบภัย หลังจากพบร่างผู้เสียชีวิตรวม 7 ศพ โดยพบ 3 ศพในวันอาทิตย์ และอีก 4 ศพในวันจันทร์ที่ผ่านมา ตามคำแถลงของนางเดเซียนา การ์ติกา บาฮารี หัวหน้าหน่วยกู้ภัยจาการ์ตาเมื่อวันอังคาร 

นอกเหนือจากผู้เสียชีวิตแล้ว เจ้าหน้าที่ยังสามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตได้ 6 คน จากเหตุการณ์ดินและกองขยะถล่มในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ ซึ่งแรงถล่มได้ฝังกลบทั้งรถบรรทุกและร้านขายอาหารที่ตั้งอยู่ใกล้เคียง 

ในปฏิบัติการครั้งนี้ ทีมกู้ภัยได้ใช้ทั้งรถขุด สุนัขดมกลิ่น และโดรนตรวจจับความร้อนในการค้นหา จนยืนยันได้ว่าพบตัวผู้ประสบภัยครบทุกคนแล้ว

ทีมกู้ภัยกำลังนำผู้ประสบภัยออกจากกองขยะที่ถล่มทับเมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2569

รายงานข่าวระบุว่าโศกนาฏกรรมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากมีฝนตกหนักต่อเนื่องหลายชั่วโมงในพื้นที่ และเพื่อลดความรุนแรงของฝนที่อาจตกลงมาซ้ำเติม หน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ หรือ BNPB จึงประกาศว่าจะมีปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ (Weather modification operation) โดยใช้เฮลิคอปเตอร์โปรยโซเดียมคลอไรด์ เพื่อให้ฝนตกเหนือทะเลแทนที่จะตกในเมือง

ทั้งนี้ กรุงจาการ์ตาและเมืองบริวารหรือที่เรียกรวมกันว่า จาโบเดตาเบก มีประชากรรวมกันประมาณ 42 ล้านคน และผลิตขยะรวมกันสูงถึง 14,000 ตันต่อวัน โดยบ่อขยะบันตาร์เกอบัง ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ฝังกลบแบบเปิดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ครอบคลุมพื้นที่กว่า 687 ไร่ และมีขยะสะสมอยู่ประมาณ 55 ล้านตัน

ภาพมุมสูงของบ่อขยะเปิดบันตาร์เกอบัง

ทางด้านประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต แห่งอินโดนีเซีย ได้กล่าวเตือนเมื่อเดือนที่แล้วว่า พื้นที่ฝังกลบขยะส่วนใหญ่ในอินโดนีเซียจะเต็มขีดจำกัดภายในปี 2571 รัฐบาลจึงเตรียมลงทุนงบประมาณ 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 111,265 ล้านบาท) เพื่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ 34 แห่ง ภายใน 2 ปีข้างหน้า เพื่อจัดการปัญหาขยะโดยนำมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า 

ในอดีตเมื่อปี 2548 เคยเกิดเหตุขยะถล่มครั้งใหญ่ในจังหวัดชวาตะวันตกมาแล้ว โดยสาเหตุมาจากก๊าซมีเทนระเบิดร่วมกับฝนตกหนัก ทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากถึง 143 ราย

เครดิตภาพ : AFP