เมื่อวันที่ 10 มี.ค. คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ กล่าวถึงข้อกังวลสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอล และอิหร่าน จะยืดเยื้อ ว่า ขอให้รัฐบาลยกระดับคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ที่มีรัฐมนตรีคมนาคมเป็นประธาน ให้เป็นระดับวอร์รูมเต็มรูปแบบมีทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง โดยให้นายกรัฐมนตรี ต้องนั่งเป็นประธานด้วยตัวเอง พร้อมทำแผนรับมืออย่างรอบคอบและเร่งด่วน โดยควรประเมินจากฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด ว่าถ้าน้ำมันขาดแคลน และราคาพุ่งสูงถึง 150 ดอลลาร์/บาร์เรล รัฐบาลจัดเตรียมการรับมืออย่างไร และอธิบายแผนงานแต่ละฉากทัศน์ให้ประชาชน และภาคธุรกิจรับทราบ เพื่อให้ประชาชน และภาคธุรกิจได้วางแผนในการดำเนินชีวิตและธุรกิจ

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวต่อว่า หลังจากอิหร่านตั้งนายมอสตาบา คาเมเนอี บุตรชายท่านผู้นำคนเก่า เป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ ซึ่งถือเป็นสัญญาณสำคัญในการรักษาระบอบเดิมและตอบโต้แผน “Regime Change” ของประธานาธิบดีทรัมป์ นักวิเคราะห์ทั่วโลกคาดการณ์ว่าสงครามจะไม่จบลงง่ายๆ และมีโอกาสขยายตัวเป็นสงครามระดับภูมิภาค โดยเฉพาะเมื่อมีการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันและคลังพลังงานในพื้นที่อ่าวอาหรับ จนส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงขึ้นจาก 64 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

แต่ที่สำคัญคือการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ปัญหาการขาดแคลนน้ำมันและก๊าซ เพราะน้ำมันและก๊าซจากประเทศในกลุ่มอ่าวอาหรับ ออกมาขายไม่ได้ ซึ่งจะกลายเป็นวิกฤติพลังงานครั้งใหญ่ของโลก และจะกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและเกิดปัญหาเงินเฟ้อรุนแรงไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่ต้องนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลาง

สำหรับผลกระทบต่อประเทศไทยนั้น คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า การตรึงราคาน้ำมันของรัฐบาลในปัจจุบันอาจทำได้เพียงระยะสั้น เนื่องจากกองทุนน้ำมันเริ่มติดลบ เพราะต้องใช้เงินหนุนในปัจจุบันถึงกว่า 700 ล้านบาทต่อวัน จึงเสนอให้รัฐบาลยกระดับการทำงานของวอร์รูมโดยมีนายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธานด้วยตัวเอง เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกันหลายกระทรวง ทั้งการล็อบบี้จัดหาแหล่งพลังงานใหม่ผ่านกระทรวงพลังงานและกระทรวงต่างประเทศ การควบคุมราคาสินค้าโดยกระทรวงพาณิชย์ และการเยียวยาภาคเกษตรกรรม

ทั้งนี้ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลประเมินฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด (Worst Case Scenario) เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือหากเกิดการขาดแคลนพลังงาน และราคาน้ำมันพุ่งสูง ถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รัฐบาลจะมีแผนการรองรับอย่างไร ทั้งการจัดหาน้ำมันที่ขณะนี้ทุกประเทศทั่วโลกแย่งกันซื้อ และควรประกาศแผนรับมือวิกฤติ ให้ภาคธุรกิจและประชาชนรับทราบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น.