เมื่อวันที่ 11 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวานนี้ (10 มี.ค.69) ที่ทำการ บก.สอท.4 (เชียงใหม่) พล.ต.ต.ชัชปัณฑกานต์ คล้ายคลึง รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.กฤตัชญ์ บำรุงรัตนยศ ผบก.สอท.4 และ พ.ต.อ.สุบรรณ โชคพิมพา ผกก.1 บก.สอท.4 พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงข่าว และมอบคืนเงิน จำนวน 2 ล้านบาท ตามโครงการ “Money Cash Back ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน” ให้กับผู้เสียหายเหยื่อโดนโทรขู่โอนเงิน หลอกให้หลงเชื่อเพื่อตรวจสอบบัญชีเกี่ยวกับยาเสพติดและเป็นบัญชีม้า

สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2568 ผู้เสียหายถูกมิจฉาชีพโทรศัพท์มาแอบอ้างเป็นพนักงานธนาคาร ก่อนจะมีบุคคลแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น โทรมาข่มขู่ว่าบัญชีธนาคารเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด พร้อมส่ง หมายศาลปลอมทางไลน์ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และสั่งให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชี ด้วยความหวาดกลัว ผู้เสียหายจึงโอนเงินครั้งแรก 2,000,000 บาท ไปยังบัญชีชื่อ “นายคำพันธ์” และต่อมาถูกข่มขู่ให้ถอนเงินสดไปฝากเข้าบัญชีปลายทางอีก 2 บัญชี รวม 1,000,000 บาท รวมความเสียหายทั้งสิ้น 3,000,000 บาท

หลังรู้ตัวว่าถูกหลอก ผู้เสียหายได้แจ้งความผ่านระบบ thaipoliceonline.go.th ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ บก.สอท.4 เร่งตรวจสอบเส้นทางการเงินและประสานธนาคาร จนสามารถ อายัดเงิน 2,000,000 บาทไว้ได้ทัน จากการสืบสวนพบว่า “นายคำพันธ์” เจ้าของบัญชีปลายทาง กลับเป็นผู้เสียหายในอีกคดีหนึ่งของ สภ.ท่าคันโท จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งถูกมิจฉาชีพหลอกในลักษณะเดียวกัน โดยสูญเงินไปกว่า 2,273,000 บาท และถูกข่มขู่ให้โอนเงินต่อไปยังบัญชีอื่น แต่ธนาคารได้ระงับธุรกรรมไว้ทัน เนื่องจากเจ้าของบัญชีไม่ได้โต้แย้งสิทธิ์ในเงินจำนวนดังกล่าว และยินยอมให้ตำรวจดำเนินการคืนเงินให้ผู้เสียหาย จึงสามารถมอบเงินคืนได้ 2 ล้านบาท ส่วนเงินอีก 1 ล้านบาท พบว่าถูกโอนออกไปในรูปแบบ คริปโตเคอร์เรนซีไปยังต่างประเทศ

พล.ต.ต.ชัชปัณฑกานต์ คล้ายคลึง รอง ผบช.สอท. เปิดเผยว่า คดีนี้เป็น การหลอกซ้อนหลอก โดยผู้เสียหายเป็นเกษตรกรสูงอายุ ไม่เคยเล่นเฟซบุ๊กหรือไลน์มาก่อน แต่มิจฉาชีพใช้วิธีโทรศัพท์ข่มขู่จนผู้เสียหายหวาดกลัว และไปซื้อโทรศัพท์ใหม่เพื่อติดตั้งไลน์และแอปธนาคาร ก่อนจะโอนเงินตามคำสั่ง ตำรวจไซเบอร์จึงฝากเตือนประชาชนว่า หากมีบุคคลโทรศัพท์มาอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือธนาคาร พร้อมข่มขู่หรือให้โอนเงินตรวจสอบบัญชี อย่าหลงเชื่อเด็ดขาด และควรปรึกษาคนในครอบครัวหรือแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ด้านผู้เสียหายกล่าวว่า ตนทำงานเก็บเงินมาตั้งแต่อายุยี่สิบกว่า เป็นเกษตรกร ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับสิ่งผิดกฎหมาย จึงต้องการแสดงความบริสุทธิ์ใจและหลงเชื่อมิจฉาชีพ พร้อมขอบคุณตำรวจไซเบอร์ ที่ช่วยติดตามเงินคืนมาได้ และอยากให้กรณีของตนเป็นอุทาหรณ์แก่ผู้สูงอายุไม่ให้ตกเป็นเหยื่อแบบเดียวกัน.