เริ่มตั้งแต่ “ต้นน้ำ” ใช้วิธีเช่าที่ดินระยะยาวฮุบสวนมะพร้าวไว้ในมือ เพื่อคุมผลผลิต คืบคลานสู่ “กลางน้ำ” ด้วยการตั้ง “ล้งนอมินี” บังหน้า กดราคารับซื้อตามใจชอบ และเบ็ดเสร็จที่ “ปลายน้ำ” ส่งออกผ่านเครือข่ายตัวเองในต่างประเทศ

“ทีมข่าวอาชญากรรม” สอบถามเบื้องหลังปฏิบัติการปอกเปลือกนอมินี หลัง กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) และ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์  เริ่มเช็กบิล 6 ล้งมะพร้าวนอมินีจีน  กับ พ.ต.อ.จำนาญ จันทร์เทศ ผกก.4 บก.ปอศ. เผยว่า การสืบสวนเริ่มต้นจากเบาะแสของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และข้อมูลร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ นำไปสู่การขอหมายเข้าตรวจค้นเป้าหมาย 8 จุด  พื้นที่ จ.ราชบุรี

จากข้อมูลหลักฐานเบื้องต้นพบข้อบ่งชี้บุคคลที่เป็น “ตัวการใหญ่” มีอำนาจสั่งการและควบคุมธุรกิจทั้งหมด สาเหตุที่เจ้าหน้าที่เริ่ม “เอะใจ” ว่ามีการใช้ “นอมินี” บังหน้า เพราะพบความผิดปกติในข้อมูลการจดทะเบียนบริษัท จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า  ทั้งโครงสร้างผู้ถือหุ้น กรรมการบริษัท รวมถึงเอกสารที่ตรวจยึดได้จากการตรวจค้น  สะท้อนว่ากลุ่มล้งมะพร้าวดังกล่าวดำเนินการในลักษณะนี้มานานหลายปีแล้ว

สำหรับบุคคลสัญชาติไทยที่เข้าไปมีชื่อถือหุ้น หรือเป็นกรรมการบริษัท แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

1.กลุ่มที่รู้เห็นเจตนา  ว่าชื่อของตนจะถูกนำไปใช้จัดตั้งบริษัท  โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นรายเดือน              

2.กลุ่มที่ถูกหลอกใช้ชื่อ  โดยไม่ทราบว่าจะถูกนำไปใช้จดทะเบียนบริษัท          

3.กลุ่มที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์   นำเอกสารส่วนตัวไปให้บุคคลใกล้ชิด หรือเพื่อนใช้จัดตั้งบริษัท

ปัจจุบันตำรวจมีข้อมูลเครือข่ายล้งมะพร้าวในทุกจังหวัดที่มีการปลูกมะพร้าวน้ำหอม  แต่ยังไม่พบกลุ่มผู้กระทำผิดดังกล่าวเข้าไปเกี่ยวข้องกับล้งผลไม้ชนิดอื่น  ส่วนเงินทุนหมุนเวียนเครือข่ายคาดว่ามีจำนวนสูง  เพราะแค่ทุนจดทะเบียนของกลุ่มบริษัทที่ตรวจพบก็มีมูลค่ารวมกว่า 30 ล้านบาท  ขณะนี้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้ามาร่วมตรวจสอบเส้นทางการเงิน โดยนำเลขทะเบียนนิติบุคคลไปตรวจสอบการเคลื่อนไหวเพิ่มเติม

“พฤติการณ์ของกลุ่มนี้ถือเป็นการแทรกแซงกลไกตลาดมะพร้าวอย่างชัดเจน เพราะเข้าไปผูกขาดตั้งแต่การรับซื้อ การกำหนดราคา ไปจนถึงการส่งออก ทำให้กลไกการค้าบิดเบือนจากสภาพปกติ”

จากการตรวจค้น พ.ต.อ.จำนาญ พบพฤติกรรมการโอนเงินจากล้งมะพร้าวแต่ละแห่งไปยังบริษัทแม่โดยตรง ที่มีนายทุนสัญชาติจีนเป็นผู้มีอำนาจสั่งการรับซื้อ กำหนดราคา และบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ทั้งหมด  ขณะที่คนไทยทำหน้าที่เพียง “ตัวแทนบังหน้า” เพื่อให้ธุรกิจดูเหมือนเป็นกิจการของคนไทย

อย่างไรก็ตาม ในการตรวจสอบงบการเงินย้อนหลังยังพบความผิดปกติ  เพราะบริษัทรายงานผลประกอบการเป็น “ขาดทุน” ต่อเนื่องทุกปี สวนทางตัวเลขรายได้ที่กลับเพิ่มสูงขึ้นทุกปี  เข้าข่ายใช้ช่องว่างทางกฎหมายและการจัดทำบัญชีเพื่อเอื้อประโยชน์ให้นายทุนต่างชาติสามารถประกอบธุรกิจได้โดยไม่เสียภาษีอย่างถูกต้อง  ทั้งยังเป็นการครอบงำธุรกิจที่กฎหมายสงวนไว้สำหรับคนไทย ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและกลไกการค้าของประเทศอย่างรุนแรง

การสืบสวนยังพบว่าเครือข่ายนายทุนดังกล่าวดำเนินธุรกิจในลักษณะเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ และเชื่อว่าเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยมาเป็นเวลานานแล้ว จึงสามารถสร้างโครงสร้างธุรกิจและเครือข่ายได้กว้างขวางเช่นนี้

พ.ต.อ.จำนาญ ระบุ รูปแบบการดำเนินธุรกิจที่มีลักษณะกินรวบทั้งห่วงโซ่อุปทาน  ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ กลายเป็นสามารถควบคุมห่วงโซ่ธุรกิจทั้งหมด  ทำให้นายทุนต่างชาติมีอำนาจผูกขาดการกำหนดราคา  จากหลักฐานมีการกดราคารับซื้อหน้าสวนจากเกษตรกรไทยเหลือเพียงลูกละ 2-5 บาท แต่นำไปแปรรูปและส่งออก โดยเฉพาะที่จีนราคาลูกละ 35-50 บาท “ส่วนต่าง” กำไรมหาศาลจะถูกโอนกลับไปยังเครือข่ายนายทุนต่างชาติ

“พฤติการณ์ดังกล่าวไม่เพียงส่งผลให้เกษตรกรไทยเสียเปรียบในการค้าขาย แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคามะพร้าวหน้าสวนทั่วประเทศตกต่ำและสูญเสียเสถียรภาพของตลาด” พ.ต.อ.จำนาญ กล่าว

ในจำนวน 8 เป้าหมาย มี 6 บริษัท พบเข้าข่ายกระทำผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามบัญชีท้ายบัญชีหนึ่ง ข้อ 2 เกี่ยวกับการทำนา ทำไร่ หรือทำสวน และบัญชีสาม ข้อ 13, 14 และ 15 ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจผลิตผลทางการเกษตร รวมถึงการค้าปลีกและค้าส่ง  มีผู้ร่วมกระทำความผิด 17 ราย (คนไทย 10 ราย  ต่างชาติ 7 ราย)          

น่าจับตาปฏิบัติการ “ปอกเปลือกนอมินี” อาจไม่ได้เพียงทลายล้งมะพร้าวผิดกฎหมายไม่กี่แห่ง แต่ยังเป็นการเปิดโปงโครงสร้างธุรกิจที่ถูกออกแบบอย่างเป็นระบบ  ให้ทุนต่างชาติสามารถแทรกซึม  ครอบงำตลาดผลไม้ไทยทั้งวงจร จนกลไกตลาดบิดเบี้ยว กำไรไหลไปอยู่ในมือทุนต่างชาติ

สิ่งสำคัญเรื่องนี้จึงไม่ได้หยุดแค่  ใครอยู่เบื้องหลัง แต่รวมถึงข้อสงสัยเครือข่ายลักษณะเดียวกันนี้แผ่กิ่งก้าน “ฝังรากลึก” อยู่ในห่วงโซ่ไปแล้วมากแค่ไหน เพราะหากปล่อยให้กลไกถูกครอบงำโดยทุนเหล่านี้ต่อไป สักวัน “ผลไม้เศรษฐกิจของไทย” อาจไม่ใช่ของคนไทยอีกต่อไป…ก็เป็นได้.

ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน