น่าสนใจทีเดียวสำหรับรายการ Prime Cast เปิดเส้นทางชีวิตอีกด้านของ “แพทริเซีย กู๊ด” ตั้งแต่เด็กที่ป่วยหอบหืดจนต้องเข้า ER หลายครั้ง จุดเริ่มต้นในวงการบันเทิงทั้งที่ยังพูดไทยไม่คล่อง ไปจนถึงบทบาทคุณแม่ลูก 2 ที่ต้องรับมือกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอดลูกคนแรก พร้อมเล่ามุมมองการดูแลสุขภาพ การออกกำลังกาย และการจัดลำดับความสำคัญของชีวิตหลังมีครอบครัว

แพทริเซีย เผยว่า “เรื่องเป็นคุณแม่เร็ว แต่หุ่นยังดี เป็นคนอยากมีลูกอยู่แล้ว แล้วก็แม่ก็มีเราตอน 25 แล้วคือมันเหมือนยิ่งเราโตเรายิ่งสนิทกับแม่มากขึ้น แล้วก็รู้สึกว่ามีลูกในวัยที่มันไม่ได้ห่างกันมากก็มีข้อดีเยอะเหมือนกัน แล้วก็อาจจะแค่เป็นความอยากมีลูก อยากมีครอบครัว ก็เลยพอตกลงแต่งงานก็เหมือนมันก็เป็น natural step ต่อไปที่จะมีลูกเลย ก็ไม่ได้ติดอะไร เป็นคนที่เอ็นดูเด็กแต่รู้สึกว่าเล่นกับเด็กไม่เป็น เล่นยังไง ถามว่าตื่นเต้นมากกับช่วงท้อง คือเป็นอะไรที่เราตื่นเต้นเราอ่านทุกวัน เปิดแอปทุกวันว่าวันนี้ลูกฉันไซส์ตัวเท่าอะไรแล้ว ผลไม้อะไร คือมันตื่นเต้นจริง ๆ แล้วก็ทุกอาการที่เรามีไม่ว่าจะเป็นตะคริวจะนู่นนี่ คือเราเสิร์ชตลอดเหมือนตื่นเต้นกับการตั้งครรภ์ แล้วก็เรียกว่าเป็นอะไรที่เราสนุกนะ สนุกกับการเปลี่ยนแปลง แต่ว่าพอลูกออกมาก็ช็อกไปเลยเพราะว่าเหมือนไม่ได้เตรียมตัวว่าออกมาเราต้องทำยังไงต่อ คือแค่ตื่นเต้นตอนท้องแล้วคิดว่าเดี๋ยวก็เลี้ยงได้สบาย ๆ ถามพี่โน้ตได้เลยว่าชอบตอนท้องที่สุดแล้ว เพราะว่ารู้สึกว่าทุกคนดูแลดีมาก ท้องแรกประมาณ 15-16 กิโลกรัมนะ ตอนท้องชอบ กินแป้ง กินขนมปังเยอะมาก แล้วก็กินนมช็อกโกแลตทุกวัน คือที่เขาบอกว่าท้องผู้หญิงแล้วอยากกินของหวานคือเราเป็นจริง ๆ ก็ช็อกตัวเองเหมือนกัน คิดว่าบำรุงลูกอยากกินอะไรกิน เอาไม่อยู่ฉุดไม่อยู่ แต่ก็แต่ตอนนั้นเราไม่ซีเรียสเพราะว่าเรารู้สึกว่าก็นี่คือความเสียสละของการเป็นแม่ ร่างกายก็ต้องเปลี่ยน กำลังมีมนุษย์โตอยู่ในตัวเพราะฉะนั้นก็ไม่ได้รู้สึกนอยด์นะ 3 เดือนแรกก็แพ้ท้องหนักอยู่ เหมือนกินอะไรไม่ลง แล้วหิวก็เลยต้องกินพวก Saltine Crackers เหมือนต้องกินจุกจิกตลอดนิดหน่อย แต่พอหลัง 3 เดือนหายเลยนะ พอเข้าเดือนที่ 4 คือที่ผ่านมาคืออะไร แค่วิงเวียนตลอดเวลา”

“ช่วงนั้นก็เริ่ม ๆ เหมือนผิดแผนนิดหนึ่งเพราะว่าตั้งแต่ที่รับละครเรื่องนี้ ก็คุยกันเรื่องเวลาแล้วว่า เดี๋ยวจะถ่ายเสร็จประมาณต้นปี เราก็เลยปล่อยเลยเพราะว่ากว่าจะถ่ายเสร็จ กว่าจะคลอดมันก็น่าจะพอดี แต่กลายเป็นเหมือนมันดีเลย์มาเรื่อย ๆ ด้วยบทด้วยอะไรที่เราก็รอกัน ติดแล้วด้วยก็กลายเป็นทำงานทั้งท้อง ๆ อย่างนั้น โชคดีมากที่หน้าไม่ค่อยเปลี่ยนแค่หลัง ๆ ที่เริ่มมือบวม เท้าบวม หน้าบวม แต่ตลอดทั้งการถ่ายทำคือโอเคนะ ออกแค่ท้อง แต่ว่าเอวก็ขยายอยู่ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด (Postpartum Depression – PPD) คิดว่าเราเป็น พอเราได้มานั่งพูดคุยกับหมอทีหลัง เพราะว่าเราก็อธิบายอาการต่าง ๆ ว่าอยู่ ๆ ก็ร้องไห้ ร้องไห้บ่อย นอยด์ รู้สึกไม่ดี รู้สึกเศร้า เพราะไม่คิดว่าจะทำไม่ได้ คิดว่าจะเลี้ยงเองได้ เหมือนรู้สึกผิดไปหมด นอยด์แล้วก็กดดันตัวเองอีกว่าทำไมทำไม่ได้ คนอื่นยังทำได้เลย ไม่คุยกับใครด้วยเพราะว่าเพื่อนฉันไม่มีลูกสักคนเลย ก็ไม่คุยกับใครคืออยู่แต่ในหัว เครียดจนน่าจะผ่านไปสักระยะหนึ่งแล้วก็ไปพูดคุยกับคุณหมอ หมอก็บอกว่าอาการแบบนี้ขอยาได้นะ เราไม่รู้ 2-3 เดือนเหมือนเลี้ยงเขาไปเรื่อย ๆ มันก็ค่อย ๆ คล่องเอง มันเป็นรูทีนแล้วก็ค่อย ๆ มั่นใจ ฮอร์โมนมันก็ค่อย ๆ ปรับไปเป็นเหมือนตอนก่อนคลอด”

แพทริเซีย เล่าต่อว่า “หลังมีลูก เราว่าไม่ได้มองโลกเปลี่ยนไปนะ แต่ว่ามุมมองในการใช้ชีวิต คือลำดับความสำคัญมันเปลี่ยนจริง ๆ คือโฟกัสที่ครอบครัว ที่ลูก แล้วก็ไม่ค่อยสนใจเสียงรอบข้าง เมื่อก่อนอาจจะด้วยความเด็กด้วยเราจะแบบคนรอบตัวอะไรเกิดขึ้นฉันจะต้องรู้หมด เรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวกับตัวเอง แต่คือพอมีลูกมีครอบครัวเหมือนมันไม่สำคัญ แล้วก็รู้สึกว่าคิดเยอะขึ้น อยากดูแลตัวเองอยากอยู่กับเขานาน ๆ ไม่อยากเป็นภาระเขาตอนแก่ไปอะไรอย่างนี้ ถามว่ามีอะไรที่อยากทำแต่ยังไม่ทำบ้าง ด้วยความที่เหมือนเข้าวงการตั้งแต่เด็ก ได้ทำงานเร็ว มีลูกก็เร็ว มันเหมือนเราได้ทำทุกอย่างที่เราอยากทำแล้ว ที่เราใฝ่ฝันมาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ณ ตอนนี้ก็ยังนะ อาจจะมี midlife crisis (วิกฤตวัยกลางคน) เดี๋ยวรอสักอายุ 35 ลูกเริ่มโตมาถามกันใหม่ คือตอนมีความสุข รู้สึกว่าเราสนุกกับทุกอย่างที่เราได้ทำมาตลอดเลยไม่ได้เสียใจอะไร แต่ว่าก็คิดอยู่เหมือนกันว่าลูกเริ่มโตแล้วน่าจะมีจังหวะ midlife crisis นิดหนึ่ง เราว่าเราแค่มีความสุขกับปัจจุบันที่มันเป็นอยู่ตอนนี้ แต่ว่าไม่รู้นะถ้าสมมติมีปัจจัยงานเข้ามาแล้วฉันต้องออกกองเยอะ ๆ อันนี้เวลากับลูกก็จะลดลงแล้ว เวลาออกกำลังกายก็ไม่มี แต่ว่าเอาจริง ๆ นะเราไม่คิดมากนะ เรารู้สึกว่าทุกอย่างในชีวิตมันก็จะต้องมีช่วงที่มันมีความสุขแล้วมันก็จะมีช่วงที่ก็ต้องกัดฟันสู้หน่อย”