ในทางการเมืองใครก็ทราบเรื่องปัญหาจริยธรรม เป็นเรื่องร้อนๆ ทำให้หัวหน้ารัฐบาลหลายคนตกเก้าอี้มาแล้ว จนทำบางพรรคการเมืองพยายามผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) เพราะมองเรื่องการร้องให้ตรวจสอบจริยธรรม เป็นเครื่องมือทางการเมือง เชื่อมโยงกับกระบวนการนิติสงคราม แต่ในเมื่อยังไม่มีการแก้ไข นั่นหมายความว่าเรื่องนี้ยังเป็นประเด็นร้อน และการที่พรรคกล้าธรรม (กธ.) ไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เรื่องประเด็นที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรม ก็อาจเป็นเหตุผลส่วนหนึ่ง และกลายเป็นหนามยอกอกของ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ประธานที่ปรึกษาพรรค กธ. ซึ่งในระหว่างการสัมมนาพรรค ภท. ระหว่างวันที่ 8-9 มี.ค. ช่วงหนึ่ง “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท. และกล่าวกับ สส. ตอนหนึ่งว่า สถานะความเป็น สส.เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่วันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา การรับรองของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำให้ท่านเป็น สส.แล้ว แต่มีกฎข้อบังคับ ระเบียบและจริยธรรมที่ต้องดำเนินการ ยุคนี้เป็นยุคจริยธรรม กางกฎหมายอย่างเดียวไม่พอ ถ้าใครสงสัยไปอ่านได้ ศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) เขียนไว้ว่าบทบัญญัติจริยธรรมมีอะไรบ้าง แค่สงสัยโดยคนส่วนใหญ่ว่าท่านมีพฤติกรรมไม่ชอบ ไม่ถูกต้อง หรือมีพฤติกรรมไม่ดี ท่านเข้าข่ายจริยธรรม ฉะนั้นตรงนี้จะประมาทไม่ได้ ขอให้ท่านถือคัมภีร์นี้ติดตัวไว้ตลอดเวลา จะได้ไม่มีผลกระทบอะไรต่อท่านหรือผลกระทบต่อสถานะของเรา ที่สำคัญคนรอบข้างท่านจะมีผู้ช่วยหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ต้องคัดเลือกมาอย่างดี อย่าให้มีปัญหา จะต้องดูประวัติให้เรียบร้อยด้วย ไม่เช่นนั้นจะเป็นปัญหา
ดังนั้นจึงไม่แปลกที่มีข่าว พรรคฝ่ายค้านเตรียมจะไล่บี้รัฐบาล ตั้งแต่ช่วงแรกของการเข้าทำงาน ด้วยการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ และยื่นสอบจริยธรรมหัวหน้ารัฐบาล และ สส.พรรค ภท. หากมีชื่อไปเป็นฝ่ายบริหาร เนื่องจากเข้าไปพัวพันกับคดีฮั้ว สว. หลังจากรายชื่อในกลุ่ม “ว่าที่รัฐมนตรี” ในรัฐบาล “นายกฯ อนุทิน2” ที่ปรากฏออกมา โดยมี 7 คน ที่ตกเป็นผู้กล่าวหาของ กกต. ในคดี “ฮั้ว สว.” และถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เรียกสอบสวนในคดีฮั้ว สว. โดยข้อกล่าวหาหลักคือ “กระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือก หรือร่วมกับบุคคลอื่นกระทำการ หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันมีผลให้การเลือกสมาชิกวุฒิสภามิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม” ซึ่ง แม้คำร้อง “ฮั้ว สว.” จะยังไม่ถูก กกต.ชุดใหญ่ลงมติ “ชี้มูลความผิด” เพื่อส่งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง พิจารณาตามขั้นตอนต่อไป แต่ในชั้นคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ 1 ของการพิจารณาสำนวนคดี “ฮั้ว สว.” ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาผู้เกี่ยวข้อง 229 ราย จัดทำเป็น 229 สำนวน แบ่งเป็น สว.ปัจจุบัน 138 คน และแกนนำพรรค ภท. กับเครือข่ายการเมืองของพรรค อีก 91 คน

โดย “ฝ่ายค้าน” เตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจประเด็นฮั้ว สว. หลังรัฐบาลนายอนุทิน เข้าทำงานอย่างเป็นทางการ โดยจะนำหลักฐานต่างๆ มาเปิดกันในสภา จากนั้นจะเข้าชื่อกันให้ได้ 1 ใน 10 คือ สส. 50 คน เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) วินิจฉัยคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว.ทั้งหมด เพื่อให้ศาลชี้ขาดว่า บุคคลเหล่านี้มีคุณสมบัติเป็นรัฐมนตรีได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องจริยธรรม
ในที่สุด “พรรคกล้าธรรม (กธ.)” ต้องยอมรับสภาพการเป็นพรรคฝ่ายค้าน ทั้งๆ ที่เคยเป็นพันธมิตรที่ดีกับพรรค ภท. “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” รองนายกฯ และรมว.เกษตรฯ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรค กธ. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีทิศทางการโหวตเลือกประธานสภา ต้องมีการคุยกันเพื่อเป็นมติพรรค ซึ่งจะมีการประชุมกันในเช้าวันที่ 15 มี.ค.นี้ ซึ่งหลังมีข่าวว่าพรรค ภท. ปิดดีลตั้งรัฐบาลแล้ว ยังไม่ได้พูดคุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ การเป็นนักการเมืองต้องทำได้ทุกหน้าที่ ทุกบทบาท ไม่ว่าจะอยู่ในฝ่ายบริหารหรือฝ่ายนิติบัญญัติ เมื่อถามต่อว่า จะทำงานร่วมกับพรรคประชาชน (ปชป.) ได้หรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ถูกโจมตีมาตลอด ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เป็นนักการเมืองต้องอยู่ได้ทุกสถานะ มิตรภาพทางการเมืองเป็นสิ่งที่ไม่จีรัง คนที่ร่วมทางทางการเมือง วันหนึ่งต้องแยกทาง ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นศัตรูกัน คนเคยไม่ถูกกันหรือทัศนะไม่ตรงกัน เมื่อมาทำงานร่วมกัน ก็ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชน แม้เราจะเป็นฝ่ายค้าน แต่ต้องมีหลักการของเรา หากเรื่องไหนมีประโยชน์ เราก็ไม่ควรค้าน
เมื่อถามต่อว่า ได้มีการหารือถอดบทเรียนกันในพรรคหรือไม่ ว่าทำไมถึงไม่ได้ร่วมรัฐบาล ทั้งที่มี 58 เสียง ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า บางครั้งความสำเร็จในการได้มาซึ่งชัยชนะเลือกตั้ง ไม่ใช่เครื่องยืนยันว่า เราจะสามารถเป็นรัฐบาล หรือฝ่ายค้านได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ เมื่อใดก็ตามที่ไม่ใช่พรรคอันดับ 1 ก็ไม่สามารถควบคุมได้ เมื่อถามอีกว่า มีหลายฝ่ายมองว่าสาเหตุที่สายสัมพันธ์กับพรรค ภท. ขาดกัน เพราะมีปัญหาเรื่องลง สส.แข่งกันเองในเขตเดียวกัน ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า “ถ้าไม่แข่งกันเองก็ฮั้วกันสิครับ”
เมื่อถามถึงกรณีที่ ร.อ.ธรรมนัส พูดเปรยบนเวทีงานกระทรวงเกษตรฯ ว่าจะไปไม่นาน ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ความไม่แน่นอนของการเมือง ตนเห็นอะไรมาเยอะ บางครั้งพรรคที่ได้อันดับหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นรัฐบาลเสมอไป หรือพรรคอันดับหนึ่งที่จัดตั้งรัฐบาลจะอยู่เสมอไป อยู่ที่ผลงานและการบริหารบ้านเมือง เมื่อถามถึงโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) ล่าสุด ที่มีชื่อนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นั่ง รมว.เกษตรฯ จะส่งมอบงานอย่างไร ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ยังไม่เห็นข่าว แต่ระดับนายสุริยะ คงไม่ต้องส่งมอบ ท่านเป็นนักการเมืองมานาน

ทั้งนี้ ในช่วงท้ายหลังการให้สัมภาษณ์ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวแซวผู้สื่อข่าวว่า ไม่ต้องไปดักรอหน้ากระทรวงเกษตรฯ แล้ว ผู้สื่อข่าวจึงตอบว่า เดี๋ยวไปรอที่สภา ร.อ.ธรรมนัส จึงกล่าวว่า เราไม่ใช่ผู้นำฝ่ายค้านหรือแนวร่วม เราต้องกลับมาดูแลตัวเอง สุขภาพตัวเอง และลูกพรรค ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่า พรรค ปชน. หวังว่าพรรค กธ. จะมีข้อมูลลับ เป็นฝ่ายค้านเชิงรุก ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า “ไม่มีครับ ผมไม่ใช่ฝ่ายค้าน ฝ่ายแค้น ผมมีคุณธรรมพอ”
ด้าน “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนในการร่วมรัฐบาล ว่า พรรค ปชป. ไม่ได้รับการทาบทามในการเข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งพรรคพร้อมทำหน้าที่ของเรา วันนี้เศรษฐกิจ และสังคมเดินยาก ถ้าเราไม่จริงจังกับปัญหาสแกมเมอร์และทุนเทา พรรค ปชป.จะติดตามเรื่องสถานการณ์โลก ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องพลังงาน เมื่อถามถึงการทำงานในฐานะฝ่ายค้านร่วมกับพรรค กธ.และพรรค ปชน. จะมีปัญหาหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่คิดว่าจะมีปัญหา เพราะการเป็นฝ่ายค้าน ไม่เหมือนกับการเป็นฝ่ายบริหาร แต่ละพรรคสามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้ ไม่น่ามีปัญหาอะไร ส่วนกรณีพรรค ปชป. จะมีการสัมมนา สส.ในวันที่ 13 มี.ค.นี้นั้น เนื่องจากจะมีการเปิดประชุมรัฐสภา เราจึงต้องเตรียมความพร้อม รวมถึงทิศทางการลงมติเลือกประธานสภาด้วย ซึ่งนายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรค ภท. ถือเป็นคนที่มีประสบการณ์พอสมควร
จากนี้ไปต้องรอดูการทำงานของพรรคฝ่ายค้าน จะมีเอกภาพมากขนาดไหน
ยิ่ง ร.อ.ธรรมนัสระบุว่าความไม่แน่นอนของการเมือง ตนเห็นอะไรมาเยอะ บางครั้งพรรคที่ได้อันดับหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นรัฐบาลเสมอไป หรือพรรคอันดับหนึ่งที่จัดตั้งรัฐบาลจะอยู่เสมอไป อยู่ที่ผลงานและการบริหารบ้านเมือง
“ทีมข่าวการเมือง”



