เมื่อวันที่ 12 มี.ค. ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อดีตหัวหน้าโครงการวิจัยปกป้องรักษาผลประโยชน์ชาติตามแนวชายแดน กองทัพบก ปี 2554 อดีตผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก กรมกิจการพลเรือนทหารบก กองทัพบก ปี 2557 อาจารย์ประจำวิชา Cybersecurity วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ศิษย์เก่าด้าน ความปลอดภัยทางไซเบอร์และความเสี่ยง มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี ศิษย์เก่าด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ หลักสูตรเรียนร่วมคณะนายทหารจาก Joint Chiefs of Staff (JCS) เพนตากอนและมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี และศิษย์เก่าด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลและระเบียบวิธี (Data Science and Methodology) มหาวิทยาลัยมิชิแกน
ออกมาเปิดเผยว่า วันนี้ผมมาแบ่งปัน “เปิดสูตร และ เผยผลประเมิน” และ ทำ Checklist ความเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อให้รัฐบาล หน่วยความมั่นคง และทุกภาคส่วนมีกรอบคิดเดียวกันในการประเมินความเปราะบางของการปะทะรอบใหม่ ไทย–กัมพูชา เพื่อลดโอกาสลุกลาม เพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารกับสังคมและฟื้นฟูให้กลับสู่ปกติเร็วที่สุด โดยมีหมายเหตุนะครับว่าการประเมินนี้เป็น “การจัดการความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์” ไม่ใช่การระบุว่าใครเริ่มก่อนและไม่ใช่ข้อมูลลับทางทหาร (Unclassified) ผลประเมินความเสี่ยง “ปะทะรอบใหม่ (รอบ 3)” ไทย–กัมพูชา โดยที่กรณีไทย–กัมพูชา “อันตรายที่สุด” จะไม่ใช่สงครามเต็มรูปแบบ แต่เป็นเหตุปะทุเฉพาะจุดจากหน่วยหน้าความเข้าใจผิดและข่าวลือที่อาจทำให้เรื่องเล็ก “บานปลาย”

ผมจึงใช้สูตรเสริมสำหรับ “ชนวนปะทุ” เพื่อให้แก้ตรงจุด ไม่กล่าวหาใคร โดยสูตรชนวนปะทุหน่วยหน้า (Local/Accidental Ignition) คือ P_{ignite} = \frac{(A + M + IO)}{3}\times \left(1-\frac{C_{front}}{10}\right) โดยที่ A คือ ความกำกวมพื้นที่/พิกัด/เส้นทับซ้อน (0–10) M คือ ความหนาแน่นกำลัง/การเผชิญหน้า (0–10) ในขณะที่ IO คือ ข่าวลือ/ปลุกปั่น/เร่งอารมณ์สังคม (0–10) และ C_front = วินัยหน่วยหน้าและความชัดเจนของกฎการใช้กำลัง (ROE) ชัด และสายด่วน (hotline) ประสานลดแรงปะทะกันของหน่วยหน้า ใช้ได้จริง (0–10)
ผลลัพธ์ของ ER หรือ Escalation Risk คือความเสี่ยงเกิดการปะทะรอบใหม่หรือรอบ 3 ระหว่างไทยกับกัมพูชา อยู่ในช่วงประมาณการ ER = 0.48 – 0.75 หมายความว่าโอกาสเกิดการปะทะรอบใหม่อยู่ในระดับปานกลางถึงสูง แต่ไม่ถึงขั้นวิกฤต เมื่อกำหนดให้ 0 – 0.30 คือ ต่ำ 0.31 – 0.60 คือ ปานกลาง 0.61 – 1.00 คือสูง และ มากกว่า 1.00 ขึ้นไปคือสูงมาก ระดับวิกฤต
สรุปเชิงความเสี่ยงปะทะรอบใหม่ ระหว่างไทย–กัมพูชา โอกาสที่จะเกิด “เหตุปะทุเป็นจุด ๆ” ซึ่งขึ้นอยู่กับการปฏิบัติการข้อมูล (IO) และวินัยหน่วยหน้า ส่วนระยะเวลาความยืดเยื้อถ้าเกิดรอบใหม่อยู่ในขั้นต่ำสุด 3–14 วัน คือสามารถดับได้เร็วถ้า C_front และช่องทางระงับการปะทะหน่วยหน้า (deconfliction) ยังทำงาน และอาจยืดเยื้อได้นานสุด 1–3 เดือน
ในโลกยุคใหม่ ความขัดแย้งระหว่างรัฐไม่ได้ถูกตัดสินเพียงในสนามรบ แต่ถูกตัดสินพร้อมกันในสนามกฎหมายระหว่างประเทศ การปะทะกันตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา แม้จะเกิดขึ้นในพื้นที่จำกัดและใช้กำลังเพียงระดับยุทธวิธี แต่สามารถขยายผลเป็นประเด็นระดับยุทธศาสตร์ได้ทันที หากเหตุการณ์ถูกตีความว่าเป็นการใช้กำลังโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ หรือเป็นการใช้กำลังเกินสัดส่วนต่อภัยคุกคามที่เกิดขึ้น ในบริบทเช่นนี้การควบคุมสถานการณ์ไม่ให้การปะทะระดับหน่วยทหารชายแดนยกระดับกลายเป็นข้อพิพาททางกฎหมายและการทูตในเวทีโลก จึงกลายเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของรัฐสมัยใหม่ เพราะในศตวรรษที่ 21 ความได้เปรียบทางทหารเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากรัฐไม่สามารถรักษาความชอบธรรมของการใช้กำลังในสายตาประชาคมโลกได้

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ เสียงปืนเพียงไม่กี่นัดที่ชายแดน อาจดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัวของคนส่วนใหญ่ แต่ในความเป็นจริง กระสุนนัดเดียวสามารถเปลี่ยนเหตุการณ์เล็ก ๆ ให้กลายเป็นวิกฤตระดับประเทศได้ เพราะในโลกยุคปัจจุบัน การปะทะกันระหว่างทหารไม่ได้จบลงแค่ในพื้นที่ชายแดน หากแต่สามารถถูกนำไปตีความในเวทีระหว่างประเทศว่าใครเป็นฝ่ายเริ่มใช้กำลัง ใครใช้กำลังเกินจำเป็น และใครเป็นฝ่ายละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชาจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของกำลังทหารที่เผชิญหน้ากัน แต่เป็นเรื่องของความชอบธรรมของประเทศในสายตาประชาคมโลก ซึ่งอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ของชาติ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเสถียรภาพของภูมิภาคในระยะยาว
ในสถานการณ์เช่นนี้ การประเมินความเสี่ยงของการปะทะตามแนวชายแดนจึงไม่อาจพิจารณาเพียงมิติทางทหารเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาควบคู่ไปกับกรอบกฎหมายระหว่างประเทศที่กำหนดขอบเขตของการใช้กำลังของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นหลักการห้ามใช้กำลังตามกฎบัตรสหประชาชาติ หลักการป้องกันตนเองตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือหลักการสำคัญของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศที่กำหนดให้การใช้กำลังต้องได้สัดส่วนและหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อพลเรือนให้มากที่สุด
ดังนั้น เพื่อให้เห็นภาพอย่างเป็นระบบว่าเหตุการณ์การปะทะตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะเหตุการณ์ในปี พ.ศ. 2568 อาจนำไปสู่ความเสี่ยงทางกฎหมายระหว่างประเทศในประเด็นใดบ้าง บทความนี้จึงได้จัดทำ Checklist การประเมินความเสี่ยงเชิงกฎหมายระหว่างประเทศ โดยวิเคราะห์ตามลำดับเหตุการณ์ ตั้งแต่ช่วงการตรึงกำลัง การเผชิญหน้าของหน่วยลาดตระเวน การปะทะครั้งแรก ไปจนถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ ทั้งในมิติของการใช้กำลัง การละเมิดอธิปไตย และการยกระดับความขัดแย้ง



