จากกรณี วันที่ 12 มี.ค. ที่ผ่านมา ปรากฏรายงานข่าวจาก สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุถึงความคืบหน้าในคดีฮั้ว สว. ตามกฎหมายเลือกตั้ง ว่าคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ได้มีมติ 5:2 ให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย ประกอบด้วย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดปัจจุบัน จำนวน 138 ราย กรรมการบริหารพรรคการเมือง สส. สมาชิกพรรค และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องอีกจำนวน 91 ราย ไม่มีมูลความผิดในคดี ส่วนอีก 2 มติ เห็นควรให้ชี้มูล 134 รายในกลุ่ม สว.ปัจจุบัน 138 ราย ซึ่งอยู่ในขั้นตอนทำความเห็นเสนอมติต่อคณะกรรมการ กกต.ชุดใหญ่ ตามที่มีการนำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 13 มี.ค. รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่มีกระแสข่าวว่าคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ได้มีมติให้ผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย ไม่มีมูลความผิดในคดีฮั้ว สว. ซึ่งในความเห็นส่วนนี้ของคณะอนุกรรมการฯ ดังกล่าว จะต้องถูกส่งไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดใหญ่ (บอร์ด กกต.) เพื่อพิจารณาชี้ขาดวินิจฉัยต่อไป

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. หรือคดีพิเศษที่ 24/2568 ซึ่งดำเนินการโดยดีเอสไอและพนักงานอัยการสำนักงานการสอบสวน โดยล่าสุด พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ เตรียมเชิญพนักงานอัยการประชุมในห้วงสัปดาห์หน้า เพื่อหารือความคืบหน้าดังกล่าว โดยดีเอสไอจะต้องประสานขอรายละเอียดเอกสารจากคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 มาพิจารณาประกอบในคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ว่าคณะอนุกรรมการฯ แต่ละท่านมีความเห็นต่อบุคคลในคดีอย่างไร เห็นควรชี้มูลหรือไม่ชี้มูลวินิจฉัยด้วยเหตุผลใด เพื่อดีเอสไอกับอัยการจะได้พิจารณาร่วมกัน

ส่วนข้อสังเกตว่า หากในคดีตามกฎหมายเลือกตั้งอย่างคดีฮั้ว สว. คณะอนุกรรมการฯ มีความเห็นว่าไม่มีผู้ใดมีความผิด แล้วคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ก็จะต้องไม่มีความผิดไปด้วยนั้น เรื่องนี้ต้องมองกันที่ปัญหาของข้อกฎหมายและปัญหาของข้อเท็จจริง เพราะตัวกฎหมายฟอกเงินมันค่อนข้างมีรายละเอียดเยอะที่ต้องพิจารณา ฉะนั้น หากคดีมูลฐานชี้มูลมาว่าไม่มีการกระทำความผิดเลย หรือมีเหตุอ้างเรื่องพยานหลักฐานไม่เพียงพอ มันก็เป็นเรื่องสำคัญที่คณะพนักงานสอบสวนจะต้องคำนึงถึงและใช้ประกอบการวินิจฉัยในคดี

ทั้งนี้ กรณีที่พนักงานอัยการคดีพิเศษได้ตีกลับสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. มายังดีเอสไอและอัยการสำนักงานการสอบสวน โดยกำหนดให้ไปรวบรวมข้อมูลของคน 7 กลุ่มที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการเป็นคณะบุคคล แบ่งหน้าที่กันทำนั้น ล่าสุดได้ดำเนินการประสานเรื่องเส้นทางการเงินจากสถาบันการเงินของคน 7 กลุ่มเรียบร้อยแล้ว

จากนี้จะเป็นขั้นตอนของการวิเคราะห์ความผิดปกติของเส้นทางการเงิน รวมถึงประเด็นเส้นทางการเงินของเครือข่ายสายภาคอีสานและเครือข่ายสายภาคใต้ ที่พบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงระหว่างคณะบุคคลในจังหวัดอำนาจเจริญกับจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในช่วงการเลือก สว.67 หากมีความคืบหน้าชัดเจนในส่วนของพยานหลักฐาน คณะพนักงานสอบสวนทั้งดีเอสไอและอัยการจะได้ประชุมเพื่อมีมติในการออกหมายเรียกผู้ต้องหาเพิ่มเติม ให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาอั้งยี่-ฟอกเงิน ต่อไป

อนึ่ง สมาชิกคณะบุคคลผู้ร่วมกระทำความผิด จำนวน 7กลุ่ม ที่อัยการคดีพิเศษสั่งให้คณะพนักงานสอบสวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ไปรวบรวมเข้าสำนวนด้วยนั้น ประกอบด้วย 1.กลุ่มบุคคลผู้มีอำนาจตัดสินใจ 2.กลุ่มบุคคลผู้วางแผนการกระทำความผิดและจัดวางระบบปฏิบัติการโปรแกรมออฟไลน์ 3.กลุ่มกรรมการบริหารของคณะบุคคล 4.กลุ่มผู้ปฏิบัติจัดหาผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา 5.กลุ่มผู้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีการกำหนดชื่อและหมายหมายเลขในโพย จำนวน 141 ราย 6.กลุ่มผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาประเภทโหวตเตอร์ และ 7.กลุ่มติวเตอร์ผู้ทำโพย.