นับเป็นเรื่องราวที่หลายคนให้ความสนใจ และต่างพากันส่งกำลังใจกันอย่างมาก สำหรับประเด็นอาการป่วยมะเร็งในถุงน้ำดีระยะที่ 3 เกือบระยะที่ 4 ของพระเอกนักบู๊คนดังขวัญใจคนไทยอย่าง “โทนี่ จา” หรือ “จา-พนม ยีรัมย์” ที่ทำเอาคนไทยทั้งประเทศและแฟนๆ ของเขา ยังคงติดตามกันอย่างต่อเนื่อง โดยหลายคนเห็นข่าวแล้วก็พากันมามอบกำลังใจพร้อมอวยพรขอให้เขาหายป่วยและแข็งแรงโดยเร็วมากมาย ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าล่าสุด “จา พนม” ได้เดินทางมาร่วมงานประกาศรางวัล “ไนน์เอ็นฯ อวอร์ด 2026 presented by Thonburi Phanich” จึงได้มีโอกาสเปิดใจ และอัปเดตอาการป่วยล่าสุดของเจ้าตัวด้วย
จา พนม เผยว่า “สมบูรณ์แล้ว เรื่องสุขภาพของผมที่หลายคนเป็นห่วง มันก็สุดวิสัย เราก็คนธรรมดา ทำงานก็มีเจ็บป่วย ถือว่าร้ายแรงที่สุดตั้งแต่เกิดมา ถึงกับหลับแต่ก็ยังกลับมาได้ 8 ชั่วโมงอยู่ในห้องผ่าตัด เราไม่คาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้น โชคดีที่ว่าบุญนำพาได้ความอนุเคราะห์จากครอบครัว และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ที่ช่วยเป็นกำลังใจให้ ช่วยซัพพอร์ตในเรื่องของทีมแพทย์ที่มีความสามารถทางด้านเรื่องของโรคโดยตรง ทำให้เราผ่าตัดแล้วก็ฉายแสงคีโมทุกสิ่งทุกอย่างสมบูรณ์ แล้วก็กลับมาครับ เรื่องสัญญาณก่อนป่วยคือหลังจากที่ผมไปกลับมาจากถ่ายหนัง รู้สึกว่าถ่ายหนังจีนนะ กลับมาก็มีความรู้สึกเราผิดปกตินะ ตาเหลือง ผอม แล้วก็รู้สึกแบบปวดท้องหน่วงๆ แล้วก็ฉี่ออกมาเป็นน้ำ เป็นชาแบบเข้มอ่ะ สีเข้มมากเลย เราก็บอกคนรอบข้างว่าเราเป็นไง ตาเราเหลืองมั้ย เพราะเราดูในกระจกว่าตาเหลือง เหลืองมากเลย พอสังเกตเขาบอก เอ้า ตาเหลือง เปิดเสื้อออกมาตัวเหลืองอีก ขมิ้นเลย ตัวเหลืองอีก เอ้า ทีนี้ไปโรงพยาบาลเลย เช็ก แล้วทีมแพทย์ก็บอกแจ๊กพอตเลย ก็อยากให้ตรวจแบบชัดเจนจริงๆ ตรวจเลือด ตรวจทั้งหมดเลยครับ ความดัน เบาวงเบาหวานอะไรพวกนี้ตรวจ ปรากฏว่าแพทย์ก็บอกมันมีเชื้อ มันมีเนื้อที่บริเวณท่อน้ำดี ก็รับการผ่าตัดเลย
วันที่ได้ยินว่ามันมีแจ๊กพอต มันก็จิตตกนะฮะ ธรรมดาแล้ว โอ้โห แล้วงานเราอ่ะ ที่แบบว่า 2-3 เรื่องที่แบบ ที่เราจะต้องไปเดินทางไปต่างประเทศ ไปถ่ายอะไรพวกนี้ มันก็ต้องแคนเซิลหมดกันหมดเลย แต่ดีที่ว่าทางครอบครัวเนี่ยบอกว่า เฮ้ย ยังไงก็เอาตรงนั้นไปก่อน เราเอาสุขภาพร่างกายของเรากลับมาก่อน เรื่องงานเรื่องเนี่ยค่อยว่ากัน แล้วก็เลยโทรฯ ไปแจ้งทางทีมงานทางต่างประเทศ ก็คือแคนเซิล ส่วนตอนที่วินิจฉัยทีมแพทย์ก็บอกอาจจะเป็นเชื้อเนื้อร้ายที่บริเวณท่อน้ำดี ใช่ครับ แล้วก็เดี๋ยวต้องขอเช็กอีกทีหนึ่ง เขาก็เลยเอากล้องนี่ส่องเข้าไปครับ ผ่าแล้วกล้องนี่ยัดเข้าไป แล้วตรวจเอาชิ้นเนื้อไปตรวจที่อเมริกา แล้วก็เช็กเจอแจ๊กพอตว่า โอ้โห มันเป็นเนื้อชิ้นส่วนของเนื้อร้าย (ระยะไหน?) ระยะตอนนั้นผมฟื้นขึ้นมานะ ประมาณ 8 ชั่วโมงน่ะ ฟื้นขึ้นมา ผมหลับไปเนี่ย คุณหมอก็มาบอกผม ต้องกระซิบบอกแฟนก่อน แล้วก็บอกมาบอกผม ระยะที่เท่าไหร่ครับ ระยะที่ 3 เราบอกเฮ้ย ระยะที่ 3 มันจะลามไประยะที่ 4 เราก็ต้องรับการผ่าตัดเร่งด่วนเลย ทีนี้ก็ผมก็ผ่าตัด พอตัดผ่าไปอีก 26 จุดฮะ ในร่างกาย คือมันลามไปแล้ว 26 จุด ลามมาบริเวณท่อน้ำดี บริเวณตับ ต้องยอมรับเลย ทีมแพทย์ที่ปิยมหาราชการุณย์ เป็นทีมแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญและชำนาญในเรื่องของการผ่าตัด สุดยอดมาก ก็ทั้งหมด 26 จุดเนี้ย เขาก็ผ่าออกเรียบร้อยเลย”

จา พนม เผยว่า “ผมใช้เวลารักษาประมาณปีกว่าครับ ปีกว่ากว่าจะฟื้นฟู ผมก็อยู่ในนั้นแหละครับ ทั้งฉายแสง ทั้งให้คีโม ทั้งอะไร แต่ไม่ได้บอกใครเลย ก็ถือว่าเราบอกให้เรา เราสู้ สู้ได้ เราไม่เป็นไร ก็ถือว่ามันสุดวิสัยนะ เราก็ไม่อยากเอาความทุกข์ความเศร้าไปบอกให้ใครแบบรับทราบอะไรพวกนี้ ตอนนี้ถือว่าหายขาดมั้ย มันก็ต้อง follow up กับหมอครับ แต่ตอนนี้ไม่มีเนื้อร้ายกันแล้ว แต่ต้องเช็กดูระบบของเลือดว่ามีเชื้ออยู่มั้ย (มีโอกาสกลับมามั้ย?) ที่แพทย์ท่านได้บอกว่าถ้าได้ผ่าตัดออกหมดแล้ว ก็คือหมดแล้วเรียบร้อย เพียงแต่ว่าตอนนี้คือเราต้องทำกายภาพ เหมือนว่าบำบัดตัวเอง บำบัดตัวเองก็คือช่วยในการเสริมโปรตีน เรื่องอาหาร เรื่องของกล้ามเนื้ออะไรพวกนี้เข้ามา ที่สำคัญคือจิตใจ พอดีผมได้พลังจากลูก จากครอบครัว และจากเพื่อนทีมงานทุกคน เนี่ยส่งกำลังใจมาให้ เราก็เลยมีความรู้สึกว่า เฮ้ย เราต้องยืนหยัดต่อไป กลับมาวันนี้ทีมงานสตั๊นท์มาที่บ้าน มา เฮ้ย เราต้องกลับมาทำหนังแอ๊คชั่นสิ เออ เราต้องมาบู๊ มาบู๊กันต่อ มาวันมอร์ มาตีลังกาอีกครั้งหนึ่ง เออ น้องต้องกลับมา ส่วนเพื่อนต่างประเทศก็ให้กำลังใจ ให้กำลังใจ พอเขาทราบข่าวเขาก็ช็อก เขาบอกว่าถ้าอยากให้เรารักษา ก็บอกได้นะที่เมืองจีนนะ เราก็โอเค ที่นี่ก็เราได้รับการรักษาเป็นขั้นเป็นตอน เป็นระบบเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง ก็บอกเพื่อนอย่างงั้น”
“ที่บอกว่าเราแข็งแรงมาตลอด ทำไมถึงเป็น คือมันเพิ่งเจอ ผมว่าทุกคนไม่คาดคิดเหมือนกันว่ามันจะเกิดขึ้นตรงนี้ ผมว่าถ้าช็อกก็ช็อก แต่ว่าทีนี้เราตั้งสติได้ เราตั้งสติได้แล้วก็สู้กับมัน สู้กับมันในที่นี้ก็คือทำใจให้คิดบวกไว้ ยังไงเชื่อในความสามารถของทีมแพทย์ที่มีความสามารถ ทีมแพทย์ของทีมไทยก็มีความสามารถนะครับ ในการที่จะกำจัดเนื้อร้าย แล้วโดยเฉพาะบวกกับเราไปบวช แล้วก็ได้กำลังใจจากพระครูบาอาจารย์ ท่านก็ให้ทำจิตให้สงบ ให้ระลึกบริกรรมกรรมฐานอะไรพวกนี้ มันก็ช่วยให้เราไม่มีจิตที่ฟุ้งซ่าน เพราะหนึ่งคือเวลาที่เราได้รับการรักษาเนี่ย เราเข้าไปในอุโมงค์เนี่ย การให้คีโม หรือการโฟกัสในจุดที่เราเป็นในท่อข้อน้ำดีเนี่ย เราเข้าไปในอุโมงค์เรียกว่าทีซีสแกนเนี่ย ห้ามกระดุกกระดิกเลย ห้ามเคลื่อนตัว ห้ามเคลื่อนที่ เพราะฉายแสงเนี่ย บริเวณที่ฉายแสงลงไปเนี่ย ถ้าเคลื่อนที่เนี่ย มันต้องปรับเลย ประมาณ 1 ชั่วโมง ผมอยู่ในนั้นคือต้องหายใจอย่างเดียว หายใจเข้าออก มันก็เหมือนพุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ เข้าออกอย่างงี้ ตัวไม่ไหว เหมือนการทำสมาธิเลยครับ ถ้าเราจิตเราแวบ เราคิดไปนู่นคิดไปนี่ ไม่ได้แล้ว เปลี่ยนโยกย้ายต้องกลับมาเหมือนเดิม โชคดีฮะ โชคดีที่ได้เครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัยจากพระองค์ท่านด้วยนะฮะ เพราะว่าเป็นเครื่องไม้ที่ประมาณหมื่นล้านนะครับ เครื่องฉายแสง ฉายแสงตรงนี้ ก็รู้สึกว่าเราปลอดภัยเรารอดมาได้ ตรงนี้ก็รู้สึกว่า เฮ้ย เราต้องเดินหน้าแล้วสู้ต่อไป”

จา พนม เผยว่า “ส่วนเรื่องแผนงานตอนนี้ก็ต้องมีอะไรสนุกๆ กันครับ คราวนี้ก็รวบรวมทีมงานพร้อมกับทีมนักแสดงต่างประเทศ แล้วก็ทีมสตั๊นท์แมน ต้องรอดูครับ มีอะไรสนุกๆ แน่นอนครับ เป็นหนัง ไม่ว่าจะเป็นหนัง หรือเป็น อ่า ครับผม อย่างที่ผมโชว์เมื่อกี้เนี่ย (เหมือนเป็นชีวิตใหม่?) มันตายไปแล้วครับ ก็ถือว่าเราโอเค อะไรที่มันไม่ดีก็ผ่านไป ถือว่าเราคือการกำเนิดตรงนี้มา เรามาสู้กันใหม่ ชีวิตหลังจากนี้เราจะวางแผนยังไง ก็คือผมว่าหน้าที่คือทำหน้าที่ให้ดีที่สุด หน้าที่ของความเป็นนักแสดง ผู้กำกับ หรืออะไรก็แล้วแต่ หน้าที่ในการทำงาน หน้าที่ของคนไทยที่จะทำหน้าที่ตรงนั้น หน้าที่ของครอบครัว พ่อดูแลลูก ก็ตอนนี้ก็เตรียมงานกับทีมงานสตันท์ที่ไปต่างประเทศ ตอนนี้ก็รวบรวมกันมา เฮ้ย ทำยังไง เพราะว่าหนังบู๊นี่มันหายไป มันไม่ค่อยมีเลย มันได้แอ๊คชั่นเลย ก็เลยแบบวันนี้มาเตะ เฮ้ย นักสตั๊นท์มา เฮ้ย วันนี้ต้องโชว์หน่อย ขอโชว์หน่อย ขอถีบบาทาลูบพักตร์หน่อน แม่ไม้มวยไทยมารื้อฟื้นกันหน่อย ทางด้านภรรยาก็ดูแลเราตั้งแต่วันแรกครับ ต้องสุดๆ แล้วครับ แล้วก็ตื่นขึ้นมาก็มองหน้ากัน คนเราได้ยังไง ก็สู้กันฮะ สู้ๆ สู้ๆ สู้ต่อไปครับ”




