เป็นวงจรทุกปีเมื่อเริ่มเข้าสู่เดือน ธ.ค. หนึ่งปัญหาที่หลายพื้นที่ต้องเผชิญหน้าอีกครั้ง รวมถึงเมืองหลวงอย่างกทม.คือ “ฝุ่นละอองขนาดเล็ก” หรือ “ฝุ่น PM 2.5” ปัญหามลภาวะที่กระทบชีวิตความเป็นอยู่อย่างเลี่ยงได้ยาก เพราะฝุ่นเหล่านี้กระจายตัวอยู่ในอากาศที่ทุกคนต้องหายใจเข้าไป

นับแต่ปี 62 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้การแก้ไขปัญหามลภาวะด้านฝุ่นละอองเป็นวาระแห่งชาติ เนื่องจากปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นในทุกพื้นที่ของประเทศไทย ขณะที่ปีนี้ช่วงต้นเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศกพ.) รายงานคุณภาพอากาศ PM 2.5 กทม.และปริมณฑล พร้อมคาดการณ์ปริมาณ PM 2.5 ในพื้นที่กทม.ระหว่างวันที่ 6-9 ธ.ค. คือช่วงที่จะเริ่มมีแนวโน้มสูงขึ้น

นั่นหมายถึงสัญญาณการเตรียมตัว “รับมือ” ควบคู่กับลดปัจจัยเสี่ยงก่อมลพิษ

อาทิ งดการเผาในที่โล่ง ใช้รถเท่าที่จำเป็น หากอยู่ในพื้นที่มีปริมาณ PM 2.5 สูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน หรือ “พื้นที่สีส้ม” ให้หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง สวมใส่หน้ากากอนามัย หรือใช้อุปกรณ์ป้องกัน

จากข้อมูลช่วงเดือน ธ.ค.63 กทม.เคยเผชิญกับค่าฝุ่นสูงเกิน 100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบม.) ซึ่งค่ามาตรฐานที่ถือว่ายังไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพต้องไม่เกิน 50 มคก./ลบ.ม. ทำให้การจัดการแก้ไขปัญหาช่วงนั้นถือเป็นสถานการณ์เร่งด่วน และต้องหาแนวทางแก้ไขระยะยาวโดยความร่วมมือของทุกหน่วยงานเกี่ยวข้อง เฉพาะในส่วนกทม.

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยว่า  หลายปีที่ผ่านมาปัญหาฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามาตรฐานมักเกิดขึ้นช่วงเดือน ธ.ค.-ม.ค. ดังนั้น สิ่งที่บริหารจัดการได้คือต้องควบคุมการปล่อยมลพิษทางอากาศทั้งจากยานพาหนะ สถานประกอบการ การก่อสร้าง รวมถึงการเผาในที่โล่ง

โดยเฉพาะกำชับเข้มงวดการควบคุมการปล่อยมลพิษทางอากาศทุกประเภท และติดตามความร่วมมือในส่วนประชาชนช่วยกันลดการปล่อยมลพิษทางอากาศ เช่น งดเผาเศษวัสดุทางการเกษตรในพื้นที่เพาะปลูก งดการเผาในที่โล่ง รวมถึงการควบคุมแหล่งกำเนิดและกิจกรรมที่ทำให้เกิดมลพิษ และฉีดล้างถนนและใบไม้เพื่อดักจับฝุ่น ทั้งนี้ มีแผนปฏิบัติการแก้ปัญหาตามระดับความรุนแรง ได้แก่

ระดับ 1 ค่าฝุ่นไม่เกิน 50 มคก./ลบ.ม.  มี 12 มาตรการ เช่น ควบคุมรถยนต์ควันดำ, ล้างถนน, ดูดฝุ่นบนถนน กวดขันตรวจตราไม่ให้มีการเผาในที่โล่ง, หากค่าฝุ่นมากกว่า 40 มคก./ลบ.ม. ควรงดทำกิจกรรมกลางแจ้งในเด็กเล็กตาม รร., ฉีดพ่นละอองน้ำบนอาคารสูง

ระดับ 2 ค่าฝุ่นระหว่าง 51-75 มคก./ลบ.ม. มี 8 มาตรการ เช่น ปิดการเรียน การสอน ครั้งละไม่เกิน 3 วัน, จัดให้มี safe zone ในทุกรร.และศูนย์เด็กเล็ก, งดกิจกรรมก่อสร้างทุกประเภทที่เกิดฝุ่น, ออกหน่วยบริการสาธารณสุขและหน่วยบริการเคลื่อนที่

ระดับ 3 ค่าฝุ่นเกินกว่า 76-100 มคก./ลบ.ม. มี 6 มาตรการ ได้แก่ สั่งหยุดการก่อสร้างรถไฟฟ้า 5-7 วัน, ปิดการเรียน การสอน ครั้งละไม่เกิน 15 วัน, บุคลากรของกทม. Work from home เหลื่อมเวลาทำงาน และงดใช้รถยนต์ส่วนตัว

นอกเหนือมาตรการเฉพาะหน้ายังมีแนวทางระยะยาว 7 มาตรการที่ร่วมกับหลายหน่วยงาน ประกอบด้วย 1.ปลูกป่าเป็น Buffer Zone ป้องกันมลพิษ 2. เร่งออกกฎกระทรวง รถผ่านเกณฑ์มาตรฐานควันดำวิ่งได้เท่านั้น 3.ภาคการเกษตรปลอดการเผา 4.รถโดยสารขนาดใหญ่เข้าพื้นที่กทม.ต้องปลอดเขม่าควัน 5.ผลักดันผู้ประกอบการผลิตน้ำมันดีเซลลดสารกำมะถันเหลือไม่เกิน 10 PPM  6. ส่งเสริมสถานีจำหน่ายน้ำมัน Euro5  และ 7.เฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

ปัจจุบันพื้นที่กทม.มีสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศฝุ่น PM 2.5 ครอบคลุมครบ 50 เขต รวม 70 จุด แบ่งเป็นแบบตู้คอนเทเนอร์ 4 สถานี ในพื้นที่เขตดินแดง พระโขนง ราษฎร์บูรณะ และราชเทวี และแบบเสาเหล็ก 46 จุด เครื่องตรวจวัด PM 2.5 ในสวนสาธารณะ 20 แห่ง โดยช่วงนี้แนะนำประชาชนสามารถติดตามการแจ้งเตือนสถานการณ์แบบเรียลไทม์ ซึ่งจะเพิ่มความถี่ขึ้นหากพบค่าฝุ่น PM 2.5 เกินมาตรฐาน แบ่งเป็นรอบแรก เวลา 07.00 น. 12.00 น. และ 15.00 น.