เวลานี้คงไม่มีประเด็นใดร้อนแรงไปกว่า “สถานการณ์น้ำมัน” หลังหลายพื้นที่เริ่มเห็นภาพสถานีบริการติดป้าย “หมด หมด หมด” ขณะที่บางปั๊มที่ยังมีน้ำมันจำหน่าย ต้องจำกัดการเติมเพียง 300–500 บาทต่อคัน โดยเฉพาะในต่างจังหวัด
แม้ในกรุงเทพฯ หลายพื้นที่ยังเติมได้ตามปกติ แต่ภาพคิวยาวล้นออกมานอกสถานีบริการก็เริ่มเกิดขึ้น จนเกิดคำถามในสังคมว่า สถานการณ์น้ำมันของไทยกำลังเข้าสู่ “ภาวะวิกฤติ” แล้วหรือไม่?
ในช่วงที่ผ่านมา ประชาชนหลายพื้นที่สะท้อนความเดือดร้อน หาน้ำมันเติมยาก ถูกจำกัดปริมาณ ต้องต่อคิวยาว บางรายน้ำมันหมดกลางทาง โดยเฉพาะ “น้ำมันดีเซล” ที่ถูกมองว่าเริ่มกลายเป็นของหายากในบางพื้นที่
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังคงย้ำข้อความเดิมว่า ประเทศไทยยังไม่มีภาวะน้ำมันขาดแคลน และขอให้ประชาชนอย่ากักตุน
แต่สถานการณ์จริงกลับยังไม่ปกติ ณ เวลานี้ ผู้คนจึงตั้งคำถาม ทำไมรัฐบาลถึงบอกไม่ขาดแคลน แต่หลายๆ พื้นที่ยังเกิดโกลาหล หาน้ำมันเติมไม่ได้ ต้องถูกจำกัดการเติม?
เรื่องนี้ มุม “กระทรวงพลังงาน” ออกมาระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังมีการนำเข้า และผลิตน้ำมันตามปกติ พยายามหาน้ำมันในหลายๆ แหล่งมาเติมด้วยซ้ำ
ไม่เชื่อมั่นรัฐจนเร่งช่วยตัวเอง
แต่ที่หลายๆ พื้นที่น้ำมันหมด โดยเฉพาะ “ดีเซล” เพราะประชาชนแห่เติมน้ำมันในช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้บางสถานีจำหน่ายหมดเร็วกว่าปกติ เช่น ปกติปั๊มน้ำมันได้โควตาจากคลังวันละ 8,000 ล้านลิตร แต่ตอนนี้ความต้องการเพิ่มเป็นเท่าตัว เป็น 15,000 ล้านลิตร ทั้งจากรถเก๋ง รถขนส่ง ชาวสวน ชาวไร่ที่นำไปเติมในเครื่องมือเกษตร ต่างตื่นตระหนกกับข่าว จึงยิ่งแห่ไปเติมไปกักตุน จากเดิมใกล้ๆหมดแล้วเติม แต่ตอนนี้ยังไม่หมดก็ไปเติมตุนไว้
บางบ้านมีรถ 2-3 คัน ก็ขนทุกคันไปเติม ให้เต็มไว้ จากปกตินานๆ ไปเติมที จึงทำให้ความต้องการปริมาณสูงขึ้นผิดปกติ ทั้งที่การส่ง การผลิต ยังอยู่ในปกติ ไม่ได้ลดลง แทบจะทุกคลังทำมันทำงาน 7 วันรวดแล้ว
ปั๊มย่อยหาน้ำมันยากจ็อบเบอร์ขาจรขาดส่ง
เหตุผลต่อมา ปัจจุบันโรงกลั่นน้ำมันจะส่งให้ผู้ค้าที่เป็นปั๊มใหญ่มีสัญญาระยะยาว ทำให้ปั๊มแบรนด์ใหญ่เหล่านี้ไม่ขาดแคลนน้ำมัน ซึ่งในไทยมีปั๊มอยู่ประมาณ 8,500 แห่ง จากทั้งหมด 26,000 ปั๊ม อีก 16,000 ปั๊ม เป็นปั๊มอิสระ ไม่สามารถซื้อน้ำมันโดยตรงจากโรงกลั่นหรือคลังใหญ่ได้ ต้องซื้อผ่านตัวแทนหรือพ่อค้าคนกลางที่เรียกว่า จ็อบเบอร์ จ็อบเบอร์ที่มีการทำสัญญาตรงกับโรงกลั่นหรือคลังน้ำมัน ซึ่งไม่ค่อยมีปัญหา
แต่มีจ็อบเบอร์อีกกลุ่ม “จ็อบเบอร์ขาจร” ที่เปลี่ยนที่ซื้อน้ำมันไปเรื่อยๆ เจอที่ไหนถูกกว่าก็ซื้อ แล้วนำมาขายต่อให้ปั๊มอิสระ ซึ่งปกติแล้วมักไม่มีการทำสัญญากัน เป็นการซื้อแบบสปอท หรือซื้อแบบครั้งต่อครั้ง ซึ่งเมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤติเช่นนี้ จึงประสบปัญหาการหาน้ำมันมาส่งต่อให้ ลูกค้าที่เป็นปั๊มรายย่อย
ขนส่งสะดุดส่งน้ำมันไม่ทัน
อีกเหตุผล ช่วงนี้การขนส่ง หรือทางโลจิสติกส์ อาจสะดุดบ้าง โดยปกติแล้วใน 1 ปั๊มจะมีรถน้ำมันทยอยมาส่งวันละ 3 คัน คันละ 3-4 หมื่นลิตร แต่เมื่อประชาชนเกิดตื่นตระหนกแห่ไปเติมน้ำมันพร้อมๆ กันจนยอดเติมเพิ่ม 3 เท่า ทำให้ปั๊มต้องบริหารจัดการหารถส่งน้ำมันเพิ่ม ซึ่งอาจไม่ทัน ทำให้เกิดปัญหาน้ำมันในปั๊มไม่เพียงพอบ้าง
คนกังวลราคาลอยตัวหลัง 17 มี.ค. แห่เติม
เหตุผลต่อมา ผู้บริโภคกังวลกับสถานการณ์ “ราคาน้ำมันดีเซล” ที่จะหมดโปรโมชั่นในการตรึงราคา 15 วัน สิ้นสุดวันที่ 17 มี.ค. ซึ่งรัฐบาล ออกมาระบุว่า “จะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด” ทำให้ประชาชนต่างแตกตื่น กังวลว่า การปล่อยราคา หมายถึงปล่อยให้เป็นไปตามราคาจริงหรือไม่ เพราะเวลาราคาตรึงอยู่ที่ลิตรละ 29.94 บาท แต่ราคาจริงหากไม่ใช้เงินกองทุนน้ำมันอุดหนุนจะอยู่ที่ลิตรละประมาณ 45 บาท
ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากการระบุไม่ชัดเจนของรัฐบาล ทั้งที่กองทุนฯ ออกมาระบุแล้วว่า จะทยอยการปล่อยขึ้นราคาดีเซลแบบขั้นบันได หลังจากสิ้นสุดมาตรการจะทยอยขึ้นไม่เกินลิตรละ 1 บาท และจะทยอยๆ ขึ้นไป อาจไปถึงจุดที่ก่อนหน้านี้ลิตรละ 35 บาท เพื่อไม่ให้กระชากจนเกินไป จนส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจ
เปิดเหตุผลทำไมต้องจำกัดเติมไม่เกิน 500 บาท
อีกหนึ่งคำถาม ทำไมรัฐบาลประกาศ น้ำมันมีเพียงพอ แต่กระทรวงพลังงาน กลับแนะนำให้สถานีบริการพิจารณาจำกัดการจำหน่ายน้ำมันในลักษณะเดียวกัน จนทำให้ปั๊ม ปตท. เริ่มไปดำเนินการแล้ว คือ
- รถยนต์ 4 ล้อ แนะนำเติมได้ไม่เกิน 500 บาท/คัน
- รถยนต์ 6 ล้อขึ้นไป แนะนำเติมได้ไม่เกิน 1,000 บาท/คัน
- รถราชการหรือรถภารกิจสาธารณะ ให้พิจารณาตามความเหมาะสม
- การเติมน้ำมันใส่ภาชนะ ให้งด ยกเว้นเกษตรกรหรือผู้ประกอบการที่มีความจำเป็น จำกัดไม่เกิน 3,000 บาท/ราย/วัน
เรื่องนี้เป็นผลจากสถานการณ์ที่ไม่ปกติเวลานี้ โดยเฉพาะในช่วง 15-17 มี.ค. ที่ใกล้วันหมดมาตรการตรึงราคา กระทรวงพลังงาน ประเมินแล้วว่า ประชาชนจะแห่ไปเติมมากกว่าปกติ จึงต้องกำหนดเป็น “มาตรการชั่วคราว” เพื่อรอให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ โดยสั่งให้พลังงานจังหวัดติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ถ้าให้มองว่า สถานการณ์น้ำมันในปัจจุบันเข้าขั้นวิกฤติแล้วหรือไม่ เบื้องต้นก็ต้องตอบว่า ในภาพรวมอาจไม่ถึงเข้าขั้นวิกฤติในสถานการณ์ แต่จะ มีปัญหาในบางพื้นที่ เพราะเห็นได้จากพื้นที่ในส่วนของกรุงเทพฯ ยังมีน้ำมันให้เติมได้ แต่อาจต้องต่อคิว บางปั๊มก็ไม่ต้องต่อคิว แต่ในหลายๆ พื้นที่ไกลๆ ที่ต้องมีการขนส่ง จะประสบปัญหามากกว่า
แต่ที่ “วิกฤติ” แน่ๆ คือ “วิกฤติความเชื่อมั่น” ของประชาชนที่ไม่มั่นใจในการแก้ปัญหาของรัฐบาล จึงทำให้ประชาชนต้องช่วยเหลือตัวเอง จนเกิดการกักตุน ความต้องการสูงกว่าปกติ เป็นเพราะหลายๆ เหตุการณ์ในอดีตที่คนไทยต้องเจ็บซ้ำๆ กับการแก้ปัญหาของรัฐบาล



