หลายฝ่าย…ต่างออกมาตั้งคำถามถึงความชอบธรรมในหลายมิติ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องข้อกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ที่กำหนดกรอบการออก พ.ร.ก. ไว้เพียงในกรณีฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วน ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เท่านั้น โดยฝ่ายค้านมองว่าภาพรวมเศรษฐกิจในปัจจุบัน แม้ “ฝืดเคือง” อยู่บ้าง แต่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤติที่ “จีดีพี” ติดลบอย่างรุนแรงเหมือนในอดีต เช่น ในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง หรือช่วงโควิด-19

อีกทั้ง สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือมูดี้ส์ ก็เพิ่งเพิ่มแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือไทยเป็นระดับมีเสถียรภาพ และมองให้ไทยเป็นประเทศน่าลงทุน ขณะเดียวกันยังมีการโจมตีถึงประเด็นความย้อนแย้งในคำชี้แจงของรัฐบาลเอง ที่ได้แบ่งงบเงินกู้ครั้งนี้ออกเป็น 2 งวด โดยเฉพาะงวดที่สองที่จะเริ่มใช้ในปี 70 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าอาจไม่ได้มีความเร่งด่วนตามที่กล่าวอ้างจริง

นำไปสู่การตั้งคำถามว่า การออก พ.ร.ก.ฉบับนี้ ของรัฐบาล เพื่อต้องการหลีกเลี่ยงระบบการตรวจสอบของรัฐสภาหรือไม่ เพราะการเลือกใช้พระราชกำหนดหรือพ.ร.ก. แทนที่จะเป็นพระราชบัญญัติหรือพ.ร.บ. ตามช่องทางปกตินั้น ถูกมองว่าเป็นความพยายาม “ตีเช็คเปล่า” เพื่อนำเงินไปใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการซักฟอกรายละเอียดในชั้นกรรมาธิการ ส่งผลเสียต่อความโปร่งใสและวินัยการเงินการคลังในระยะยาว

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว!! ในการแก้ปัญหาครั้งนี้ รัฐบาลสามารถทำได้โดยไม่ต้องกู้เพิ่ม โดยสามารถใช้วิธีการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน หรือการใช้วิธีออก พ.ร.บ. โอนงบประมาณปี 69

ดังนั้น ในช่วงวันที่ 11-12 .. 69 จะถือว่าเป็นช่วงใกล้ถึงจุดไคลแม็กซ์เมื่อฝ่ายค้านเตรียมรวมตัวเข้าชื่อยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายของ พ... ฉบับนี้

อย่างไรก็ตามนอกจากฝ่ายค้านที่ต้องทำหน้าที่ของตัวเองแล้ว ยังมีเสียงอีกหลายฝ่าย ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย กับกระแสการออก พ...กู้เงิน ฉบับใหม่

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศรองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง บอกถึงเหตุผลความจำเป็นล่าสุด ว่า วันนี้สิ่งที่เคยเตือนไว้ก่อนหน้านี้ได้เกิดขึ้นจริงแล้ว นำมาสู่วิกฤติที่ลุกลามเป็นระลอกคลื่นต่อเนื่อง โดยระลอกแรก..คือ วิกฤติพลังงานที่เห็นชัดเจน ตามมาด้วยระลอกที่สอง… ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ขณะนี้ คือ วิกฤติต้นทุน สะท้อนจากตัวเลขเงินเฟ้อที่ประกาศออกมาล่าสุดและพุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หาก!! ปล่อยให้วงจรนี้ดำเนินต่อไปโดยไม่มีมาตรการหยุดยั้ง ระลอกคลื่นถัดไปที่จะตามมา คือ วิกฤติค่าครองชีพ ซึ่งจะกระทบกำลังซื้อของประชาชนโดยตรง และในที่สุดหากยังคงปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ก็อาจลุกลามไปสู่สิ่งที่ตนเองไม่อยากพูดถึงแต่ต้องพูด นั่นคือ…ปัญหาการตกงานและการปิดกิจการของธุรกิจในวงกว้าง ซึ่งถือเป็นระลอกวิกฤติที่มีนัยสำคัญและส่งผลกระทบในเชิงสังคมอย่างรุนแรงที่สุด

นั่นคือเหตุผลหลักที่รัฐบาลจำเป็นต้องออก พ...กู้เงิน เพื่อเข้ามาตัดวงจรอุบาทว์ดังกล่าว ก่อนที่ปัญหาจะลามลึกเข้าไปกระทบปากท้องคนไทยและฉุดรั้งภาคธุรกิจให้ทรุดตัวลงจนถึงขั้นสูญเสียการจ้างงาน

ขณะที่ กรณ์ จาติกวณิชรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีต รมว.คลัง กลับเห็นต่างว่า การที่รัฐบาลอ้างต้องการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทนั้น มีเหตุที่ไม่จำเป็น เนื่องจากวิกฤติราคาน้ำมัน สามารถแก้ไขได้ผ่านการลดภาษีสรรพสามิต และปรับสูตรคำนวณราคาน้ำมัน ส่วนการที่รัฐบาลบอกว่าต้องการเงินไปใช้ในโครงการคนละครึ่ง พลัส หรือไทยช่วยไทย พลัส ที่จะเริ่มวันที่ 1 มิ.ย.นี้ นั้น มองว่ารัฐบาลมีวิธีการหลายอย่าง โดยเฉพาะการปฏิบัติตามสิ่งที่นายกรัฐมนตรีเคยแถลงนโยบายต่อรัฐสภา คือ การใช้งบประมาณ จำนวน 44,000 ล้านบาท ที่จะสามารถออกเป็น พ.ร.บ.โอนงบประมาณ แทนได้

ดังนั้น หากการยื่นตีความ พ...กู้เงิน ทำให้ไม่สามารถใช้เงินในโครงการคนละครึ่ง วันที่ 1 มิ.. นี้ได้ เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องบริหารจัดการและแก้ปัญหาเอง นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการแบ่งการกู้เงินเป็น 2 ก้อน โดยก้อนแรก จะกู้ในปีนี้ 2 แสนล้านบาท และกู้ก้อนที่ 2 ในปีงบประมาณ 70 อีก 2 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการเปลี่ยนถ่ายพลังงาน ซึ่งเห็นว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน และสามารถกำหนดไว้ในร่าง พ...งบประมาณรายจ่ายประจำปี 70 ได้

ผมไม่คัดค้านตัวโครงการที่รัฐบาลจะดำเนินการแม้ยังไม่เห็นรายละเอียด แต่การที่กำหนดใน พ...กู้เงิน และกำหนดจะกู้ 2 แสนล้านบาทในปีหน้า เท่ากับชี้ให้เห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นตามเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนด และการกู้เงินที่เกินความจำเป็น จะมีผลกระทบต่อวินัยการคลัง กระทบต่อระบบความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้

ขณะที่คนกลางอย่าง วิทัย รัตนากรผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยหรือ ธปท. มองว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท จะมีส่วนช่วยผลักดันให้จีดีพีของประเทศในปี 2569 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.6% โดยเพิ่มจากเติบโต 1.5% เป็น 2.1% ขณะที่คาดว่าในปีหน้าจีดีพีจะเติบโต 1.6% เนื่องจากผลของฐานเศรษฐกิจที่โตสูงในปีนี้ อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ที่เข้ามาค่อนข้างมาก ซึ่งจะเป็นแรงช่วยประคองเศรษฐกิจได้

ส่วนในประเด็นเรื่องภาวะ สแต็กเฟลชัน หรือเศรษฐกิจตกต่ำ แต่เงินเฟ้อปรับตัวขึ้นสูง ยืนยันว่า ประเทศไทยยังไม่อยู่ในสภาวะดังกล่าว เนื่องจากนิยามของภาวะดังกล่าว เศรษฐกิจต้องตกต่ำลงอย่างมาก ในขณะที่เงินเฟ้อสูงต่อเนื่องยาวนาน แต่สถานการณ์ของไทยในปัจจุบัน คือ เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้นในระยะสั้นและจะทยอยลดลงในช่วงไตรมาส 2 ปีหน้า โดยเงินเฟ้อล่าสุดในเดือน เม.ย. 69 อยู่ที่ 2.89% ซึ่งอยู่ระดับที่คาดการณ์ไว้ โดย ธปท.ได้ปรับคาดการณ์เงินเฟ้อปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 3-3.1% จากเดิม 2.9% หลังมี พ.ร.ก.กู้เงินฯ ออกมา ส่วนปีหน้า เงินเฟ้อก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป โดยเฉลี่ยทั้งปีน่าจะอยู่ที่ 1.4% เข้าสู่กรอบเป้าหมาย 1-3% อยู่ ขณะที่มาตรการกระตุ้นการบริโภค เช่น เงิน 4,000 บาท ที่เน้นการกระตุ้นการบริโภคจะมีผลต่อเงินเฟ้อในรายไตรมาสบ้าง

ด้านมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ อย่าง อมรเทพ จาวะลาผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย มองว่า พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ ออกมาถูกจังหวะในช่วงที่เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งความไม่แน่นอนจากสงครามตะวันออกกลาง ค่าครองชีพที่ยังสูง และกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอ หากบริหารจัดการได้ดี มาตรการนี้มีโอกาสช่วยพยุงและเร่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้ โดยไม่จำเป็นต้องสร้างภาระการคลังระยะยาวมากเกินไป ส่วนโครงการคนละครึ่งพลัสก็จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและเพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบได้จริง โดยเฉพาะในกลุ่มเอสเอ็มอี ที่กำลังเผชิญปัญหารายได้

อย่างไรก็ตามขอตั้งข้อสังเกตว่ามาตรการลักษณะนี้ จะแก้ปัญหาได้เพียงระยะสั้น มากกว่าการสร้างศักยภาพระยะยาว สิ่งที่อยากเห็นเพิ่มเติม คือ การยกระดับผลิตภาพผู้ประกอบการ พัฒนาทักษะแรงงาน สร้างการจ้างงานในระดับชุมชน และดึงผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีเพื่อขยายฐานรายได้ภาครัฐ เพราะหากพึ่งพามาตรการกระตุ้นเพียงอย่างเดียว เมื่อโครงการสิ้นสุดกำลังซื้อจะกลับมาแผ่ว และอาจนำไปสู่การเรียกร้องมาตรการใหม่วนไปเรื่อย ๆ จนเสี่ยงต่อการสร้างภาระการคลังในระยะยาวได้

ส่วนวงเงิน 2 แสนล้านบาท สำหรับพลังงานสะอาดนั้น มองว่าเป็นการลงทุนที่ถูกทิศในระยะยาว เนื่องจากช่วยลดต้นทุนพลังงานครัวเรือน เพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน แต่ฝากเตือนให้รัฐบาลคำนึงถึงค่าเสียโอกาสด้วย เพราะเงินก้อนนี้อาจนำไปพัฒนาในมิติอื่นที่สร้างรายได้ระยะยาวได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน หรือการท่องเที่ยว โดยย้ำว่าหากรัฐบาลไม่เร่งหาแหล่งรายได้ใหม่เข้าประเทศควบคู่ไปด้วย ท้ายที่สุด…ภาระทั้งหมดก็จะตกไปอยู่บนบ่าของคนรุ่นต่อไป

เช่นเดียวกับนณริฏ พิศลยบุตรนักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่เชื่อว่า เป้าหมายหลักของการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท มี 3 ด้าน ได้แก่ การบรรเทาผลกระทบกลุ่มเปราะบาง การกระตุ้นเศรษฐกิจ และการปรับโครงสร้างพลังงาน ซึ่งมีเหตุผลรองรับ เพราะจีดีพี ปี 69 คาดว่าจะโตเพียง 1.6% ต่ำกว่าศักยภาพที่ 2.7% แต่!! จุดอ่อนการกู้ครั้งนี้อยู่ที่ภาคปฏิบัติ เพราะกลุ่มเป้าหมายที่ภาครัฐยื่นมือเข้าช่วย กว้างเกินไปจนไม่คุ้มค่า ขณะที่กลุ่มเปราะบางที่แท้จริงมีเพียง 3.4 ล้านคน แต่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีมากกว่า 13 ล้านคน ยังไม่รวมการอุดหนุนค่าไฟให้ครัวเรือนอีกกว่า 23 ล้านราย หากปรับเกณฑ์ให้แม่นขึ้นอาจหั่นวงเงินกู้ลงได้เกินครึ่ง

ส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการอย่างไทยช่วยไทยพลัส มองว่า ไทยเผชิญวิกฤติซ้อนวิกฤติแทบทุกปี นับตั้งแต่โควิด-19 น้ำท่วม ภาษีทรัมป์ จนถึงสงครามอิหร่าน ทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจวิธีนี้ ยิ่งซ้ำเติมสถานะการคลังให้ย่ำแย่ลง เช่น คนละครึ่งพลัสเมื่อปลายปี 68 หากไม่ทำ รัฐบาลจะมีกระสุนเหลือรับมือกับวิกฤติพลังงานในขณะนี้ได้มากกว่านี้ ดังนั้นหากจะกระตุ้นควรเน้นส่งเสริมการลงทุนมากกว่าการแจกเงินโดยตรง เพราะเห็นผลช้ากว่า…แต่ได้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ขณะที่น่าเป็นห่วงอีกเรื่อง… คือ ความคุ้มค่าของการเป็นหนี้กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะแม้อัดฉีดเงินลงไปประมาณ 2% ของจีดีพี แต่ ธปท. คาดว่าจีดีพีจะโตขึ้นเพียง 2.1% จาก 1.6% หรือเพิ่มขึ้นแค่ 0.5% ซึ่งสะท้อนว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในยุคนี้ไม่ค่อยส่งผลเท่าที่ควร

ด้านมุมมองภาควิชาการฝ่ายสนับสนุนอย่าง วันวิชิต บุญโปร่งอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต มองว่า เป็นการกู้เงินเพื่ออนาคตประเทศ แม้จะหลีกเลี่ยงภาระหนี้ในระยะยาวไม่ได้ก็ตาม แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากดำเนินการอย่างมีแผนและมีเป้าหมายชัดเจน ก็สามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการประคับประคองเศรษฐกิจ และวางรากฐานการพัฒนาในระยะยาวได้ ซึ่งการกู้เงินในครั้งนี้ รัฐบาลได้ออกแบบอย่างมีชั้นเชิง ไม่ใช่การกู้เงินก้อนใหญ่เพียงครั้งเดียว แต่แบ่งออกเป็นหลายส่วน ตามวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์

เงินกู้ก้อนแรก 2 แสนล้านบาท จะถูกนำไปใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติพลังงาน มุ่งช่วยเหลือประชาชน ผู้ประกอบการ และภาคเกษตรกรรม รวมถึงการผลักดันมาตรการกระตุ้นการบริโภค เช่น โครงการร่วมจ่าย อย่างคนละครึ่ง ขณะที่เงินกู้อีก 2 แสนล้านบาท ถูกใช้เพื่อเตรียมความพร้อมในการปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยเน้นการส่งเสริมพลังงานสะอาด เช่น การสนับสนุนระบบโซลาร์เซลล์ โดยเฉพาะโซลาร์รูฟท็อป ซึ่งมีแนวโน้มได้รับแรงสนับสนุนจากภาคประชาชน เนื่องจากช่วยลดต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพระยะยาว แต่การกู้โครงการต่าง ๆ ต้องถูกจัดลำดับความสำคัญอย่างรอบคอบ โดยยึดโยงกับความเดือดร้อนและความต้องการของประชาชนเป็นหลัก เพื่อให้การใช้จ่ายภาครัฐมีประสิทธิภาพสูงสุด

ท้ายที่สุดการออก พ...กู้เงิน 4 แสนล้านบาทในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้ในเชิงตัวเลขทางเศรษฐกิจ หรือวาทศิลป์ทางการเมือง แต่ยังเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญบนเส้นขนานระหว่างความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อปากท้องประชาชนกับความถูกต้องตามหลักนิติธรรมและวินัยการเงินการคลังซึ่งผลลัพธ์จากการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในสัปดาห์นี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

หาก!! รัฐบาลสามารถเดินหน้าต่อได้ ย่อมหมายถึงเงินมหาศาลที่จะไหลเข้าสู่ระบบตามแผนที่วางไว้ แต่หาก!! ถูกระงับด้วยเงื่อนไขทางกฎหมาย รัฐบาลย่อมต้องเผชิญกับโจทย์หินในการหาทางหนีทีไล่ใหม่เพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ซึ่งตรงนี้จะเป็นบทพิสูจน์ฝีมือการบริหารจัดการวิกฤติของรัฐบาลที่ชัดเจนอีกครั้ง!.