นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยความคืบหน้าการกวาดล้างขบวนการ “นอมินี” หรือการใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติให้เป็นวาระแห่งชาติ ว่า ในวันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 2569  มีกำหนดร่วมหารือและแถลงข่าวความร่วมมือกับ พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ณ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี เพื่อกำหนดแนวทางจัดการกลุ่มธุรกิจที่หลีกเลี่ยงกฎหมายในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่างเข้มงวด

ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดผลสแกนนิติบุคคลบนเกาะพะงันและเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี พบว่ามีบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนสูงถึง 11,426 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 67.97 ของธุรกิจทั้งหมดบนเกาะทั้งสองแห่ง ซึ่งสูงกว่าจำนวนบริษัทของคนไทย โดยตรวจพบกลุ่มธุรกิจต้องสงสัย 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มสำนักงานบัญชีที่มีรายชื่อผู้ถือหุ้นซ้ำซ้อนกันในบริษัทต่างๆ มากถึง 89 แห่งในอาคารเดียวโดยไม่มีการทำธุรกิจจริง และกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ครอบครองวิลล่าหรูมูลค่ากว่า 152 ล้านบาท ซึ่งมีพฤติการณ์อำพรางสัดส่วนหุ้นเพื่อหลบเลี่ยงภาษีและกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

ในเบื้องต้น กรมฯ ได้ส่งข้อมูลนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงที่มีสินทรัพย์รวมเกินกว่า 100 ล้านบาท จำนวน 34 ราย ให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียด พร้อมส่งข้อมูลเชิงลึกให้ DSI เพื่อดำเนินคดีอาญาตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท และจะมีโทษปรับรายวันหากยังฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล

นอกจากพื้นที่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีแล้ว กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังเตรียมขยายผลการสแกนธุรกิจนอมินีไปยังจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญอื่นๆ อาทิ ชลบุรี, เชียงใหม่, ประจวบคีรีขันธ์, ภูเก็ต, กระบี่ และพังงา โดยจะวิเคราะห์ความเสี่ยงจากสัดส่วนการถือหุ้นและการลงทุนของชาวต่างชาติ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสในการแข่งขันที่เป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการไทยทั่วประเทศต่อไป