นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลัง, สบน. และกรมสรรพสามิต ศึกษาแนวทางในการรับมือราคาพลังงาน ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลาง โดยปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ยังสามารถกู้เงินด้วยตัวเองได้ 2 หมื่นล้านบาท แต่หากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย ก็สามารถแก้พ.ร.ฎ.เปลี่ยนแปลงกรอบวงเงินกู้เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ หรือ ออกพ.ร.ก.กู้เงิน โดยให้กระทรวงการคลังค้ำประกันกองทุนน้ำมัน ได้
อย่างไรก็ตาม ในการออกพ.ร.ก.ค้ำประกันกู้เงินแก่กองทุนน้ำมันช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน กองทุนฯ เคยติดลบกว่า 1 แสนล้านบาท โดยการกู้เงินของหน่วยงานในกำกับของรัฐ จะถูกนับรวมในหนี้สาธารณะด้วย ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีอยู่ที่ 66% ยังมีพื้นที่อยู่อีกประมาณ 4% สามารถรองรับสถานการณ์ราคาพลังงานผันผวนได้ ไม่ถือว่าน่าเป็นห่วง
ทั้งนี้ จากแนวโน้มสถานการณ์ดังกล่าว หากส่งผลให้ตัวเลขเศรษฐกิจไทยลดลง อาจทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะจะปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ จะต้องมีการทบทวนแผนการคลังระยะปานกลางใหม่ และแผนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 70 เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน



