ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อดีตที่ปรึกษาศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ศิษย์เก่าด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และนโยบาย หลักสูตรเรียนร่วมกับคณะนายทหารจาก Joint Chiefs of Staff (JCS) – Pentagon Georgetown University, Washington D.C. เขียนบทวิเคราะห์เรื่อง จุดจบของ “เทคโนโลยี” กับ “ความเชื่อ” บทเรียนเชิงยุทธศาสตร์จากสงครามอิสราเอล–อิหร่าน ลงเฟซบุ๊ก มิสเตอร์ จิม เนื้อหาระบุว่า
สวัสดีครับ ช่วงหลายวันที่ผ่านมา ผมยังคงนั่งติดตามข่าวสงครามระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านอย่างใกล้ชิด และเชื่อว่าหลายคนคงมีคำถามคล้ายกันอยู่ในใจว่า ระบบป้องกันที่ล้ำสมัยที่สุดในโลก ยังถูกทะลุได้จริงหรือ?

คำถามนี้ทำให้ผมนึกย้อนกลับไปถึงช่วงหนึ่งในปี พ.ศ. 2557 ตอนที่ผมมีโอกาสไปเรียนด้านยุทธศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ (Georgetown University) ในกรุงวอชิงตัน ดีซี ซึ่งหลักสูตรนั้นมีการเรียนร่วมกับคณะนายทหารจาก Joint Chiefs of Staff (JCS) ของเพนตากอน ในห้องเรียนนั้นเราเคยถกเถียงกันเรื่องหนึ่งที่นักยุทธศาสตร์พูดกันมานานแล้ว คือ “ไม่มีระบบป้องกันใดในโลกที่สมบูรณ์แบบ” แม้จะเป็นระบบที่ดีที่สุดก็ตาม และในเวลานั้น อาจารย์ท่านหนึ่งได้พูดประโยคที่ผมจำได้จนถึงวันนี้ว่า “เทคโนโลยีอาจทำให้เราปลอดภัยขึ้น แต่เมื่อใดที่เทคโนโลยีกลายเป็น ‘ความเชื่อ’ เมื่อนั้นมันก็เริ่มอันตราย” เพราะในโลกของยุทธศาสตร์ ความเสี่ยงไม่ได้เกิดจากการไม่มีเทคโนโลยี แต่เกิดจากการเชื่อว่าเทคโนโลยีจะปกป้องเราได้ตลอดไป และวันนี้ เหตุการณ์ในตะวันออกกลางก็ดูเหมือนจะกำลังตอกย้ำบทเรียนข้อนี้อีกครั้ง
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา อิสราเอลถูกมองว่าเป็นประเทศที่มีระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ก้าวหน้าที่สุดประเทศหนึ่งของโลก ระบบของเขาไม่ได้มีเพียงระบบเดียว แต่เป็นสิ่งที่เรียกว่า Multi-Layered Air Defense (ระบบป้องกันหลายชั้น) ซึ่งประกอบด้วย Iron Dome สำหรับสกัดจรวดระยะใกล้, David’s Sling สำหรับขีปนาวุธระยะกลาง และ Arrow สำหรับขีปนาวุธพิสัยไกลและภัยคุกคามระดับสูง หากอธิบายแบบง่าย ๆ มันเหมือนกับการสร้างกำแพงสามชั้นบนท้องฟ้า ขีปนาวุธที่ยิงเข้ามาจะต้องผ่านการสกัดกั้นหลายด่านก่อนจะถึงเป้าหมาย
ในทางวิศวกรรม ระบบเหล่านี้มีความแม่นยำสูงมาก บางระบบมีอัตราการสกัดกั้นมากกว่า 85–90% ซึ่งถือว่าสูงมากในโลกของเทคโนโลยีการทหาร แต่ในทางยุทธศาสตร์ มีความจริงหนึ่งที่นักวิเคราะห์พูดกันเสมอคือ 90% ที่สำเร็จ ยังหมายถึง 10% ที่หลุดผ่านได้ และในสงครามจริง บางครั้งเพียงไม่กี่ลูกที่หลุดผ่านได้ ก็เพียงพอที่จะสร้างผลกระทบมหาศาล เพราะในสนามรบจริง เทคโนโลยีไม่ได้ต่อสู้กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว มันต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของสงคราม ความคิดสร้างสรรค์ของฝ่ายตรงข้าม และข้อจำกัดของระบบมนุษย์ และนี่คือจุดที่ “ความเชื่อในเทคโนโลยี” อาจเริ่มสั่นคลอน
นี่คือสิ่งที่นักยุทธศาสตร์เรียกว่า Offense–Defense Balance (สมดุลระหว่างการโจมตีและการป้องกัน) ตลอดประวัติศาสตร์ เทคโนโลยีทางทหารมักแกว่งไปมาระหว่างสองฝั่งนี้ บางยุคการป้องกันได้เปรียบ บางยุคการโจมตีได้เปรียบ และในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ด้านการทหารเริ่มพูดถึงความท้าทายใหม่ของระบบป้องกัน เช่น ขีปนาวุธความเร็วสูง (Hypersonic), โดรนราคาต่ำจำนวนมาก และการยิงอาวุธพร้อมกันเป็นฝูง (Saturation attack) หลักการทางวิทยาศาสตร์ของเรื่องนี้ค่อนข้างตรงไปตรงมา ระบบป้องกันหนึ่งระบบอาจสกัดเป้าหมายได้จำนวนหนึ่ง แต่หากมีการยิงอาวุธเข้ามาพร้อมกันจำนวนมาก ระบบนั้นก็อาจถูกทำให้ล้น (overwhelmed) ได้ นี่คือเหตุผลที่ในสงครามยุคใหม่ นักยุทธศาสตร์บางคนพูดว่า “จำนวน” บางครั้งก็สำคัญพอ ๆ กับ “เทคโนโลยี” และนี่คือช่วงเวลาที่เราเริ่มเห็นว่า เทคโนโลยีอาจยังทรงพลัง แต่ความเชื่อที่ว่าเทคโนโลยีจะป้องกันได้ทุกอย่าง กำลังถูกทดสอบ
อีกเรื่องที่น่าสนใจมากคือกรณีของอิหร่าน อิหร่านเป็นประเทศที่ถูกคว่ำบาตรจากตะวันตกมานานหลายสิบปี แต่แทนที่จะพยายามแข่งขันด้านเทคโนโลยีแบบเดียวกับมหาอำนาจ อิหร่านเลือกพัฒนาขีดความสามารถแบบไม่สมมาตร (Asymmetric capability) เช่น ขีปนาวุธจำนวนมาก, โดรนราคาต่ำ และระบบโจมตีที่ต้นทุนต่ำแต่กระทบสูง นี่เป็นแนวคิดที่กองทัพหลายประเทศศึกษาอย่างจริงจัง เพราะมันเปลี่ยนสมการของสงครามสมัยใหม่ จากเดิมที่คำถามคือใครมีอาวุธที่ทันสมัยกว่า กลายเป็นคำถามว่า ใครสามารถสร้าง “ต้นทุนต่อความเสียหาย” ที่ได้เปรียบกว่า และในจุดนี้เอง เทคโนโลยีราคาแพงอาจไม่ได้เป็นคำตอบเดียวของสงครามอีกต่อไป
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจที่สุดจากเหตุการณ์นี้ ไม่ใช่คำถามว่าใครชนะหรือใครแพ้ แต่คือบทเรียนที่นักยุทธศาสตร์เรียนรู้กันมานาน ว่าในโลกของความมั่นคง ไม่มีระบบป้องกันใดที่สมบูรณ์แบบ และไม่มีความได้เปรียบทางทหารใดที่ถาวร เทคโนโลยีอาจทำให้รัฐหนึ่งแข็งแกร่งขึ้น แต่เมื่อเทคโนโลยีถูกยกขึ้นเป็น “ความเชื่อ” ว่าจะทำให้ประเทศหนึ่งปลอดภัยตลอดไป เมื่อนั้นเอง ความเชื่อนั้นอาจกลายเป็นจุดอ่อน และบางที นี่อาจเป็นความหมายที่แท้จริงของ “จุดจบของเทคโนโลยี กับ ความเชื่อ”
ผมขอฝากเป็นข้อคิดว่า อาวุธที่ทรงพลังที่สุดของประเทศหนึ่งไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือความสามารถในการตั้งคำถามกับความเชื่อของตนเองครับ สวัสดีครับ



