นายจิรุตม์ วิศาลจิตร ประธานกรรมการ(บอร์ด) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า ได้ยื่นหนังสือต่อนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เพื่อขอลาออกจากการเป็นประธาน บอร์ด รฟท. มีผลตั้งแต่วันที่ 18 มี.ค. 2569 ซึ่งการลาออกดังกล่าวเป็นไปตามขั้นตอนภายหลังจากที่วุฒิสภา มีมติเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยตามระเบียบต้องลาออกจากตำแหน่งในรัฐวิสาหกิจต่างๆ ภายใน 15 วันหลังจากได้รับหนังสือแจ้งผลการพิจารณา อย่างไรก็ตามการลาออกครั้งนี้ ส่งผลให้ต้องรอคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาแต่งตั้งประธาน และคณะกรรมการชุดใหม่ เพื่อให้การดำเนินงานของ รฟท. สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง

นายจิรุตม์ กล่าวอีกว่า สำหรับการลงนามสัญญาจ้างนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ว่าที่ผู้ว่า รฟท. คนใหม่นั้น คงต้องรอให้มีการแต่งตั้งประธานบอร์ด รฟท. คนใหม่ มาเป็นผู้ลงนามในสัญญาจ้าง โดยขณะนี้นายอนันต์ ก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่รักษาการต่อไป อย่างไรก็ตามในการประชุมบอร์ด รฟท. เมื่อวันที่ 16 มี.ค.2569 ซึ่งเป็นการประชุมนัดสุดท้ายที่ได้ดำรงตำแหน่งประธานบอร์ด รฟท. ได้ฝากให้ทุกคนช่วยกันผลักดันโครงการสำคัญต่างๆ ของ รฟท. โดย รฟท. ถือเป็นกระดูกสันหลังของประเทศในการเดินทาง และขนส่ง ซึ่งการมีระบบรางที่ดี จะช่วยลดต้นทุนการขนส่ง และลดอุบัติเหตุบนถนนด้วย
นายจิรุตม์ กล่าวต่อว่า โครงการที่ต้องเร่งรัดการดำเนินงานให้แล้วเสร็จ และเปิดบริการโดยเร็ว ซึ่งปัจจุบันยังล่าช้า อาทิ โครงการรถไฟทางคู่ ระยะ(เฟส)ที่ 1, โครงการรถไฟความเร็วสูง(ไฮสปีด) ไทย-จีน เฟสที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา, โครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ 2 เส้นทาง และโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดง ส่วนต่อขยายต่างๆ นอกจากนี้ยังมีโครงการที่ต้องเร่งเปิดประกวดราคา และเริ่มก่อสร้าง อาทิ โครงการรถไฟไฮสปีด เฟสที่ 2 ช่วงนครราชสีมา-หนองคาย และต้องเร่งผลักดันโครงการทางคู่เฟสที่ 2 เสนอ ครม. เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าระบบรางมีความสำคัญระดับประเทศ เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ และเปิดบริการแบบสมบูรณ์ รถไฟก็จะกลับมาเป็นระบบขนส่งหลักของประเทศต่อไป

นายจิรุตม์ กล่าวด้วยว่า กุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉม รฟท. คือการเปิดให้เอกชนร่วมใช้รางรถไฟ (Open Access) เพื่อให้การใช้รางคุ้มค่ากับที่สร้างไป และจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดหา และแก้ปัญหาการขาดแคลนหัวรถจักร แคร่ และรถโดยสาร รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งสินค้า ซึ่งเรื่องนี้ต้องดำเนินการภายหลังจากที่ พ.ร.บ.ขนส่งทางราง มีผลบังคับใช้ ทั้งนี้จะเป็นการสร้างรายให้กับ รฟท. อีกทางหนึ่งด้วย
นายจิรุตม์ กล่าวอีกว่า ตลอดระยะเวลา 6 ปีของการปฏิบัติหน้าที่ ประธานบอร์ด รฟท. รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนในการผลักดันโครงการระบบรางขนาดใหญ่ให้เกิดขึ้นได้จริง รวมทั้งการก่อตั้งบริษัท เอสอาร์ทีแอสเสท จำกัด (SRTA) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ รฟท. ได้สำเร็จตามแผนงาน เพื่อนำที่ดินของ รฟท. มาบริหารจัดการให้เกิดมูลค่าสูงสุด โดยที่ผ่านต้องใช้ระยะเวลานานมากกว่าจะได้จดทะเบียนบริษัท คาดว่าในอนาคตจะสามารถสร้างรายได้ให้กับ รฟท. เพิ่มขึ้น นอกเหนือจากรายได้การเดินรถประมาณ 4 พันล้านบาทต่อปี เป็น 5-6 พันล้านบาทต่อปี เพื่อลดภาระหนี้สะสมขององค์กร



