เมื่อวันที่ 17 มี.ค. เพจเฟซบุ๊ก พระพรหมวัชรวิมลมุนี วิ. กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ได้เผยแพร่ โอวาทธรรม : ธรรมบัณณาการ พระพรหมวัชรวิมลมุนี วิ. บันทึก ณ SONAULI LICP Immigration India สังเวชนียสถาน ชมพูทวีป (11-18 มี.ค. 2569) ความว่า
มีคนถามว่า เมื่อสอบได้ประโยค 8 แล้วต้องทำอะไรต่อ ก็แนะนำว่า ถ้ายังมีกำลังก็เรียนต่อให้ถึงประโยค 9 แล้วถ้าจบประโยค 9 แล้วต้องทำอะไรต่อ แท้จริงแล้ว การเรียนพระปริยัติธรรมนั้น มิใช่เพื่อยศหรือตำแหน่ง หากเพื่อศึกษาพระธรรมคำสอนในพระไตรปิฎกให้เข้าใจอย่างถูกต้อง ธำรงรักษาพระสัทธรรมดั้งเดิมไว้ มิให้คลาดเคลื่อน และสร้างผู้รู้ ผู้แตกฉานในภาษาบาลีและพระธรรมวินัย อันเป็นกำลังสำคัญในการสืบทอดพระพุทธศาสนา ด้วยการสอนภาษาบาลี และเผยแผ่ศาสนาให้ดำรงอยู่สืบไป นับเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่
อย่างไรก็ตาม การเรียนรู้พระธรรม ย่อมต้องดำเนินไปพร้อมกันทั้งปริยัติ-ปฏิบัติ-ปฏิเวธ ปริยัติที่มิได้ผ่านการปฏิบัติ ย่อมเป็นเพียงความจำในสัญญา มิใช่ปัญญาที่แทงตลอดในธรรม และยังไม่อาจดับทุกข์ภายในจิตใจของมนุษย์ได้

ในสมัยพระพุทธกาล มีเรื่องของพระโปฐิละเถระ เดิมท่านเป็นพระที่มีความแตกฉานพระไตรปิฎก สอนธรรมะเก่ง มีศิษย์จำนวนมาก สอนตรงตามที่พระพุทธเจ้าสอน ลูกศิษย์ปฎิบัติตามนั้นก็ได้ผล จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ แต่แม้จะมีความรู้มาก ท่านกลับมิได้ปฏิบัติภาวนาอย่างจริงจัง พระพุทธเจ้าจึงทรงเรียกท่านว่า “พระใบลานเปล่า” คือมีความรู้มาก แต่ยังไม่เกิดธรรมในใจ เมื่อได้ยินเช่นนั้น ท่านเกิดความสลดสังเวชใจอย่างยิ่ง จึงละทิฐิมานะ ยอมวางความถือตัว แม้จะมีอายุมากแล้ว ท่านยังยอมไปขอเรียนการปฏิบัติจากลูกศิษย์ที่เป็นสามเณรน้อย 7 ขวบซึ่งเป็นพระอรหันต์ ในที่สุด ท่านตั้งใจปฏิบัติอย่างจริงจัง ไม่นานนักก็สามารถบรรลุพระอรหันต์
เรื่องนี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้จะมีความรู้ในทางโลกมากเพียงใด ความรู้นั้นก็ช่วยได้เพียงการดำรงชีวิต แต่ไม่อาจแก้ปัญหา ที่เป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ภายในจิตใจของมนุษย์ได้ หากยังมีกำลังและมีเวลา ลองเปิดโอกาสให้ตนเองได้เข้าสู่การปฎิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อฝึกดูกายดูใจ ให้รู้เท่าทันกิเลสภายในใจของตนเอง ผู้ที่ถ่อมตน ลดมานะ เปิดใจเรียนรู้ และหมั่นเพียรฝึกตนอยู่เสมอ ย่อมก้าวหน้าในธรรมได้โดยลำดับ พร้อมทั้งนำธรรมนั้นมาพัฒนาตนเองและสังคม ให้เกิดความสงบร่มเย็น และเมื่อได้นำธรรมะมาใช้ในชีวิตก็จะค่อยๆ เข้าใจว่า “ทุกสิ่งมิได้เป็นไปตามที่เราคาดหวังเสมอไป”
เพราะสรรพสิ่งทั้งปวง ล้วนอยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์ คือ ความไม่เที่ยง (อนิจจัง) ความเป็นทุกข์ (ทุกขัง) และความไม่ใช่ตัวตน (อนัตตา) เมื่อปฏิบัติธรรมแล้ว ย่อมค่อยๆ เห็นโลกตามความเป็นจริง มีสติสัมปชัญญะ รู้เท่าทันกิเลส ไม่ปล่อยใจไปตามความอยาก รู้เข้าใจแจ่มแจ้งโลกธรรม ลาภ ยศ สุข และคำสรรเสริญ มีได้-เสื่อมได้ เป็นธรรมดา
รู้แจ้งชัดความจริงว่าอนิจจัง มีปัญญาจักษุ ฝึกจิตตั้งมั่นกับปัจจุบัน เจริญกุศลธรรม – สติมา – ยิ่งยิ่งขึ้นไป ให้ประโยชน์สุขเกื้อกูลแก่สังคมตามความสามารถ เมื่อจิตเห็นสภาวะที่เป็นปัจจุบันบ่อยๆ ก็จะค่อย ๆ ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น ความทุกข์จางคลายลงเป็นบุคคลที่สามารถใช้ทั้งปัญญาทางโลก และปัญญาทางธรรม พิจารณาสิ่งต่างๆ ได้อย่างถูกต้องตามเหตุและผล คือการเห็นโดยไม่เข้าข้างตัณหา ไม่เอนเอียงไปตามอำนาจของกิเลส
ที่ต้องเรียนบาลีอย่างไม่หยุดยั้ง เป็นการรักษาระบบ-การสอบสนามหลวง-ไว้ บางท่านจบ ป.ธ.9 แล้วก็หวนกลับมาสู่สนามสอบอีก สอบแล้วสอบเล่า น่าอนุโมทนาชื่นชมยิ่ง ถึงไม่หวนกลับมาสอบอีกก็ไม่เป็นไร สามารถทำงานของคณะสงฆ์ตามพระสังฆราโชบายและงานคณะสงฆ์ 6 ด้านก็ตามถนัด การช่วยกันรักษา “การสอบบาลีสนามหลวง” ไว้ ด้วยการเข้าสอบทุกปีโดยไม่ทิ้งสนามสอบ ยังเป็นการเกื้อกูลต่อ “ภัณฑาคาริก ปริยัติ” และ “มุขปาฐะ อีกโสดหนึ่งด้วย



