ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติพลังงาน ที่สถานีบริการน้ำมันหลายแห่งเริ่มขาดแคลน และกระทรวงพลังงานตัดสินใจขยับเพดานดีเซลขึ้นสู่ 33 บาทต่อลิตร หลายคนตั้งคำถามว่า “ทำไมน้ำมันแพงแล้วยังหมด?” และ “เงินที่เราจ่ายไป 1 ลิตร ถูกแบ่งให้ใครบ้าง?” วันนี้เราจะมากะเทาะเปลือกโครงสร้างราคาน้ำมันให้เห็นชัดๆ ตั้งแต่ต้นทางโรงกลั่นจนถึงมือคุณ
ชำแหละน้ำมัน 1 ลิตร เงินของคุณไปอยู่ที่ไหน?
หากคุณขับรถเข้าไปเติมน้ำมัน 1,000 บาท หรือซื้อน้ำมัน 1 ลิตร เงินก้อนนั้นจะถูกแตกแขนงออกเป็น 4 สายหลัก ดังนี้…
1.ค่าเนื้อน้ำมัน (ประมาณ 55-65%) จ่ายให้ “โรงกลั่น”
นี่คือส่วนที่ใหญ่ที่สุด คือต้นทุนน้ำมันดิบที่นำเข้าจากต่างประเทศบวกกับค่าดำเนินการกลั่น เราอ้างอิงราคาตลาดโลก (สิงคโปร์) ซึ่งเป็นส่วนที่เราควบคุมไม่ได้ ถ้าตะวันออกกลางมีปัญหา หรือค่าเงินบาทอ่อน ราคาตรงนี้จะพุ่งนำไปก่อนเพื่อน
2.ภาษี 3 ต่อ (ประมาณ 15-20%) จ่ายให้ “รัฐบาล”
ทุกครั้งที่บีบหัวจ่าย เงินส่วนหนึ่งจะไหลเข้าคลังทันทีผ่านภาษี 3 ส่วน ดังนี้..
-ภาษีสรรพสามิต เป็นรายได้หลักที่รัฐเอาไปใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน
-ภาษีเทศบาล ส่งให้ท้องถิ่นเอาไปพัฒนาถนนหนทางในพื้นที่
-ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เราจ่าย 7% ซ้อนอยู่ในราคาน้ำมันเหมือนสินค้าทั่วไป
3.เงินกองทุนน้ำมัน (ประมาณ 5-10% หรือ ‘ติดลบ’) จ่ายให้ “สภาพคล่องพลังงาน”
ส่วนนี้คือ “ถังพักเงิน” ของรัฐบาล
-ถ้าเป็น เบนซิน/แก๊สโซฮอล์ คุณมักจะถูกเก็บเงินเข้ากองทุน (เพื่อเอาไปช่วยคนอื่น)
-ถ้าเป็น ดีเซล ปัจจุบันกองทุนมักจะ “จ่ายเงินสมทบให้” เพื่อให้ราคาไม่เกิน 33 บาท
ข้อสังเกต.. การที่ปั๊มน้ำมันเริ่มขาดแคลน ส่วนหนึ่งเพราะเงินในถังนี้เริ่มร่อยหรอ จนรัฐต้องปล่อยให้ราคาขยับขึ้น
4.ค่าการตลาด (ประมาณ 5-8%) จ่ายให้ “ปั๊มน้ำมัน”
ส่วนนี้คือที่เป็นประเด็น คือเงินที่เจ้าของปั๊มจะได้ไปหักลบค่าเด็กปั๊ม ค่าไฟ และค่าขนส่ง และหลายครั้งที่รัฐคุมราคาดีเซลไว้ แต่ต้นทุนโลกพุ่งสูง ค่าการตลาดอาจเหลือไม่ถึง 1.50 บาทต่อลิตร ซึ่งไม่พอกินพอใช้สำหรับปั๊มเล็กๆ เป็นเหตุผลว่าทำไมน้ำมันถึง “เริ่มหมด” ในบางพื้นที่ เพราะยิ่งขายยิ่งขาดทุนนั่นเอง
สิ่งที่น่าจับตาหลังจากนี้คือ “ความโปร่งใสในการบริหารกองทุนน้ำมัน” ว่าจะสามารถประคองสถานการณ์ไปได้นานแค่ไหน ท่ามกลางค่าเงินบาทที่ผันผวน..



