ทันทีที่เขื่อนพัง น้ำเสียปริมาณมหาศาลก็ทะลักลงสู่แม่น้ำ เหตุเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ในเขตเหมืองทองแดงของประเทศแซมเบีย เมื่อเขื่อนกักเก็บกากแร่ของเหมืองไซโน-เมทัลส์ ลีช (Sino-Metals Leach) ซึ่งเป็นของรัฐจีน แตก ทำให้ของเสียที่ปนเปื้อนกรดและโลหะหนักกว่า 50 ล้านลูกบาศก์ลิตร ไหลลงสู่ลำธารแชมบิชิ ที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำคาฟูเอ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำหลักของประเทศ

ภาพที่เกิดขึ้นคือปลานับพันลอยตาย สัตว์ป่าอย่างจระเข้เสียชีวิตตามมา ขณะที่น้ำปนเปื้อนไหลลงไปไกลหลายสิบกิโลเมตร เหตุการณ์นี้กระทบคนจำนวนมาก โดยเฉพาะเมืองคิทเว ที่มีประชากรราว 5 แสนคน ต้องหยุดใช้น้ำประปาไปทันที เจ้าหน้าที่ต้องใช้เฮลิคอปเตอร์โปรยปูนขาวลงแม่น้ำ เพื่อลดความเป็นกรดของน้ำที่ปนเปื้อน เหตุการณ์ดังกล่าวนอกจากกระทบต่อคนแล้ว น้ำปนเปื้อนยังทำลายสัตว์หายากในพื้นที่ ทำให้ระบบนิเวศเสียหายไปพร้อมกัน

ชุมชนพัง-ดินเสีย ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น

‘แมรี มิลิโม’ เกษตรกรวัย 65 ปี ให้สัมภาษณ์กับ The Guardian สหราชอาณาจักร โดยเล่าว่า น้ำที่ไหลมามีลักษณะเหมือนน้ำมันผสมดีเซล พืชที่ปลูกไว้ตายหมด และดินเปลี่ยนเป็นสีเหลือง มีกลิ่นฉุน ข้าวโพดที่ปลูกโดยใช้น้ำชลประทานแห้งตายทั้งหมด “ตอนนี้ไม่มีปลาเหลือแล้ว” เขากล่าว พร้อมอธิบายว่าดินในพื้นที่ลื่นเหมือนไขมัน และเมื่อฝนตกก็ยิ่งเละจนปลูกอะไรไม่ได้

ปัญหาเรื้อรังของอุตสาหกรรมเหมือง

เหตุลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่แม่น้ำคาฟูเอ โดยปกติแล้วเขื่อนกากแร่จะถูกใช้เก็บของเสียจากเหมือง ซึ่งมักมีสารพิษจำนวนมาก แม้จะถูกออกแบบให้ใช้งานได้ระยะยาว แต่ในความเป็นจริงยังมีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะเมื่อสภาพอากาศรุนแรงขึ้นจากปัญหาโลกร้อน ทั้งฝนตกหนักและน้ำท่วม ทำให้โครงสร้างเขื่อนเหล่านี้ไม่มั่นคงเหมือนเดิม

ข้อมูลวิจัยพบว่า มีเขื่อนกากแร่อย่างน้อย 108 แห่งทั่วโลก ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ธรรมชาติสำคัญ คิดเป็นประมาณ 5% ของที่มีข้อมูล และอาจมีมากกว่านี้ในความเป็นจริง

ที่ผ่านมาเคยเกิดโศกนาฏกรรมมาแล้ว เช่น ที่บรูมาดินโญ ประเทศบราซิล ปี 2562 มีผู้เสียชีวิต 272 คน และที่มาเรียนา ปี 2558 เสียชีวิต 19 คน พร้อมทิ้งมลพิษไหลไปตามแม่น้ำหลายร้อยกิโลเมตร กระทบระบบนิเวศอย่างรุนแรง

มลพิษที่อยู่ได้นานหลายสิบปี

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ของเสียจากเหมืองไม่ได้หายไปในระยะสั้น เพราะโลหะหนักไม่สามารถสลายตัวเองได้ และยังสะสมในห่วงโซ่อาหาร ผลกระทบจึงไม่ได้เกิดแค่ช่วงเวลาสั้นๆ แต่ยืดเยื้อนานหลายสิบปี กระทบทั้งดิน พืช และสัตว์น้ำอย่างต่อเนื่อง

‘ศาสตราจารย์เอเลน เบเกอร์’ (Elaine Baker) นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ อธิบายว่า วิธีทำเหมืองในปัจจุบันแทบไม่ต่างจากอดีต คือขุดเอาทรัพยากร แล้วนำของเสียไปกองไว้ “มันไม่ได้หายไปไหน และต้องดูแลไปตลอด เรากำลังทิ้งปัญหาไว้ให้คนรุ่นหลัง”

พร้อมกล่าวว่า เขื่อนกากแร่มีความเปราะบางโดยธรรมชาติ เพราะมักสร้างในพื้นที่หุบเขา และเมื่อแตกจะเกิดกระแสโคลนพิษไหลลงพื้นที่ด้านล่างอย่างรวดเร็ว

ความเสี่ยงยังเพิ่ม แม้มาตรฐานดีขึ้น

แม้อุตสาหกรรมเหมืองจะเริ่มปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัย หลังเกิดเหตุรุนแรงในบราซิล และถูกกดดันจากนักลงทุนให้เปิดเผยข้อมูลมากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติ ยังมีอีกหลายบริษัทที่ไม่ได้ทำตามมาตรฐานเหล่านี้ ขณะเดียวกัน เหมืองขนาดเล็กและเหมืองผิดกฎหมายกลับเป็นจุดเสี่ยงหลัก เนื่องจากเหมืองดังกล่าวแทบไม่มีระบบจัดการของเสียที่เหมาะสม ทำให้โอกาสเกิดอุบัติเหตุยิ่งเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบว่า 9% ของเขื่อนกากแร่ทั่วโลก ตั้งอยู่ในพื้นที่คุ้มครอง และส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นหลังจากพื้นที่นั้นถูกประกาศคุ้มครองแล้ว สะท้อนให้เห็นว่าการทำเหมืองยังคงรุกเข้าไปในพื้นที่ธรรมชาติ

ทั้งนี้ จากการสอบสวนกรณีล่าสุดในแซมเบียพบว่า เขื่อนที่พังไปนั้นไม่มีวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดูแล และโครงสร้างมีปัญหาตั้งแต่ต้น นักวิชาการจึงเตือนว่าหากไม่มีการจัดการอย่างเข้มงวด เหตุการณ์ลักษณะนี้มีโอกาสเกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต

อย่างไรก็ตาม เขื่อนกากแร่อาจไม่ได้เสี่ยงแตกเพราะโลกร้อนโดยตรง แต่โลกร้อนกำลังเร่งให้ความเสี่ยงที่มีอยู่แล้ว ปะทุเร็วและรุนแรงขึ้น